ผู้เขียน หัวข้อ: รางจือมีสรรพตุณเเละประโยชน์ดังนี้  (อ่าน 3 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

เธ“เน€เธ”เธŠ2499

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 363
    • ดูรายละเอียด
รางจือมีสรรพตุณเเละประโยชน์ดังนี้
« เมื่อ: กรกฎาคม 12, 2018, 08:42:03 AM »

รางจืด
ชื่อสมุนไพร  รางจืด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น กำลังช้างเผือก , ขอยชะนาง , รางเอ็น , เครือชาเขียว (ภาคกึ่งกลาง) , รางจืด , เครือเข้าเย็น , หนามแน้ (ภาคเหนือ) , ดุเหว่า (ปัตตานี) , น้ำขัง (สระบุรี) , ทิดพุด (นครศรีธรรมราช) , คาย (ยะลา) , แอดแอ ,ย้ำแย้ (เพชรบูรณ์) จอลอดิเอ้อ , กร่ำถะ ,พอหน่อเตอ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน)
ชื่อสามัญ  Blue trumphet vine , Laurel clockvine
ชื่อวิทยาศาสตร์  Thumbergia laurifolia Lindl
วงศ์    Acanthaceae
ถิ่นเกิด ยาเขียวเป็นพืชเถาในเขตร้อนและก็เขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย ได้แก่ ประเทศแถบอินเดีย อินโดจีน ศรีลังกา ประเทศพม่า ไทย มาเลเซีย อินโนดีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงเขตกวางตุ้ง สาธารณรัฐประชาชนจีน แล้วก็ไตหวัน ในประเทศไทยพบได้มากตามป่าดงดิบหรือป่าดิบชื้นทั่วไป ในทุกภาคของประเทศ และเป็นพืชที่ชอบเติบโตได้เร็วมาก แต่ปัจจุบันนิยมนำมาปลูกตามบ้านที่พักทั่วไป ด้วยเหตุว่ามีการทำการวิจัยออกมาว่าสามารถกำจัด/ล้างพิษภายในร่างกายได้
ลักษณะทั่วไป
ต้นรางจืดเป็นไม้เถาสามารถเลื้อยไปตามพื้นดินหรือพิงพันขึ้นปกคลุมต้นไม้ใหญ่ๆได้ทั้งต้น เถามีลักษณะกลม เป็นต้นว่า ข้อปล้อง สีเขียว เป็นมัน เมื่อเถาแก่เป็นสีน้ำตาลมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยาวได้มากกว่า 10 เมตร ใบเป็นใบคนเดียวสีเขียวเข้มออกเป็นคู่ตรงข้ามตรงข้อของลำต้น ใบมีลักษณะคล้ายใบย่านางรูปขอบขนานหรือรูปไข่ กว้าง 4-7 ซม. (เซนติเมตร) ยาว 8-15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจ ขอบใบเรียบหรือหยักตื้น เส้นใบมี 5 เส้น ออกฐานใบเดียวกัน  ดอก ออกตามซอกใบใกล้ปลายยอด ช่อละ 3-4  ดอก กลีบดอกแผ่ออกเป็นรูปแตร ปลายแยกเป็น 5 แฉก โคนดอกเป็นหลอดกรวยยาวราว 1 เซนติเมตร มักมีน้ำหวานใส่อยู่ในหลอด ดอกมีสีม่วงปนน้ำเงิน ผลเป็นรูปทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร เมื่อผลแห้งแล้ว จะแตก 2 ด้าน จากจะงอยส่วนบน มักมีดอกในช่วงฤดูหนาว (เดือนพฤศจิกายน-จับพาพันธ์) ดอกที่โรยแล้วบางดอกอาจติดผล เมื่อแก่เปลือก ผลเป็นสีน้ำตาล แตกออกเป็น 2 ซีก เม็ดมีสีน้ำตาลมีปุ่มเล็กๆคล้ายหนามอยู่บนเปลือกเม็ด และสามารถนำไปเพาะแพร่พันธุ์ถัดไปได้
การขยายพันธุ์
รางจืดสามารถเพาะพันธุ์ด้วยแนวทางเพาะเมล็ดหรือปักชำ สำหรับการปักชำจะใช้กิ่งชนิดที่มีอายุตั้งแต่ 1 ปี หรือกิ่งประเภทแก่ที่สีน้ำตาลอมเขียว ด้วยการตัดกิ่งยาว 20-30 ซม. โดยให้มีตากิ่งหรือข้อกิ่งติดมาอย่างน้อย 1-2 ตา แล้วพอหลังจากนั้นก็ค่อยนำปักชำในทรายหรือแกลบที่ไม่มีดินแล้วรดน้ำให้ชุ่มกระทั่งรากแตกหน่อและหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปลงถุงเพาะชำเพื่อลงปลูกถัดไป หรือปักชำลงดินรอบๆที่อยากปลูก และรดน้ำบ่อย 1-2 ครั้ง/วัน จนกระทั่งกิ่งเริ่มแทงยอดอ่อน
ในการปลูกจากการเพาะเม็ดนั้น ถือเป็นวิธีที่สามารถได้ต้นที่แข็งแรงสมบูรณ์ที่สุด เพราะเหตุว่าจะได้ต้นซึ่งสามารถแตกกิ่งแขนงได้มาก กิ่งกิ่งก้านสาขายาวได้หลายเมตร รวมทั้งลำต้นมีอายุนานมากกว่าการปลูกจากต้นเพาะชำ
แม้กระนั้นการขยายพันธุ์รางจืดจำนวนมากมักจะนิยมใช้แนวทางการปักชำมากยิ่งกว่า ด้วยเหตุว่าช่องทางในการแตกหน่อมีมากกว่า รวมทั้งใช้เวลาน้อยกว่าการเพาะเมล็ด สำหรับวิธีการปลูกรางจืดนั้นมีดังนี้  นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มาปลูกลงดินโดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกประมาณ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยธรรมชาติราว 1 ใน 4 ของหลุม กลบดินนิดหน่อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุมแล้วกลบขอบดินให้แน่น รดน้ำตามให้ชุ่ม ควรปลูกขอบรั้วหรือกำแพงเพื่อเถายาเขียวสามารถยึดเกาะและก็เลื้อยพิงไปได้ หรือไม่ก็ทำค้างให้เถายาเขียวเกาะเลื้อย  ยาเขียวเป็นไม้ที่สามารถเจริญได้ดิบได้ดีในดินดูเหมือนจะทุกชนิด รวมทั้งเป็นไม้ที่อยากได้แดดปานกลางหมายถึงไม่อยากแสงแดดที่จัดมากเกินความจำเป็น และก็มีความต้องการน้ำปานกลาง ในช่วงแรกปลูกจำต้องรดน้ำให้ดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดระยะเวลา เมื่อต้นโตแล้วให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ในรุ่งอรุณ ส่วนการให้ปุ๋ยนั้นใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยหมัก ใส่บริเวณโคนต้นปีละ 2 ครั้ง โดยการพรวนดินโคนต้นให้ร่วนเสียก่อนจึงให้ปุ๋ย แล้วรดน้ำตาม
การเก็บใบรางจืด  สำหรับใบยาเขียวที่จะเก็บมาใช้ทางยา ควรที่จะเก็บจากต้นที่แก่ตั้งแต่ 1 ปี ขึ้นไป รวมทั้งให้ทยอยเก็บจากใบล่างบริเวณโคนกิ่งก่อน และก็ค่อยเก็บไปจนถึงกึ่งกลางกิ่ง ไม่สมควรเก็บให้ถึงรอบๆปลายกิ่งภายหลังเก็บมาแล้ว แม้ไม่ใช้ทันที ให้นำใบมาล้างน้ำให้สะอาด ก่อนนำไปผึ่งแดด 5-7 แดด เมื่อแห้งแล้วให้เก็บใสถุงหรือกล่องไว้ ระวังอย่าให้โดนน้ำ เพราะเหตุว่าอาจกำเนิดเชื้อราได้
ส่วนประกอบทางเคมี ฟลาโวนอยด์, ฟีนอลิก, apigenin, cosmosin, delphinidin-3,5-di-O-beta-D-glucoside, chlorogenic acid, caffeic acid, lutein - Chlorophyll a Chlorophyll b  Pheophorbide a  Pheophytin a
คุณประโยชน์ / คุณประโยชน์
                ยาเขียวจัดเป็นยารสเย็นใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง และพิษอื่นๆใช้แก้ร้อนใน อยากดื่มน้ำ รักษาโรคโรคหอบหืดเรื้อรัง รวมทั้งแก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆใช้แก้พิษเบื่อเมาเนื่องจากว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือยากำจัดแมลง
                แบบเรียนยาไทย: ใบ ราก และเถา รสจืดเย็น ตำคั้น หรือเอารากฝนกับน้ำ หรือต้มเอาน้ำยาดื่มทำลายพิษ แก้ไข้ ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในหิวน้ำ แก้ประจำเดือนไม่ดีเหมือนปกติ แก้ปวดหู ตำพอก แก้ปวดบวม เถาและใบ รับประทานแก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษร้อนต่างๆราก รสจืดเย็น แก้อักเสบ แก้ปวดบวม แก้เมาค้าง แก้อาการปวดหัวมึนหัวสาเหตุจากพิษเหล้า ถอนพิษเหล้า พิษตกค้างในร่างกาย ใช้รากเข้ายารักษาโรคอักเสบและปอดบวม รากและก็เถา ใช้กินเป็นยารักษาอาการร้อนในอยากกินน้ำ รักษาพิษร้อนทั้งหมด ทั้งยังต้น รสจืดเย็น ทำลายพิษยาเบื่อเมา หรือใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ ทำลายพิษผิดสำแดง พิษเบื่อเมาเนื่องจากว่าเห็ดพิษ สารหนู หรือยากำจัดแมลง และก็พิษทั้งหมด  รักษาอาการหอบหืดเรื้อรัง แก้ผื่นคันจากอาการแพ้ต่างๆปรุงยาแก้มะเร็ง หมอยาแผนไทยใช้เพื่อช่วยจับสารพิษในตับหรือล้างพิษในตับ
           สมุนไพรพื้นบ้านล้านนา: ใช้ ใบแล้วก็ราก ปรุงเป็นยาทำลายพิษไข้ เป็นยาพอกบาดแผล น้ำร้อนลวก ไฟเผา ทำลายพิษยากำจัดศัตรูพืช พิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง พิษจากกินเหล้ามากเกินความจำเป็น หรือยาเบื่อประเภทต่างๆ(ระบุว่ารากยาเขียวมีตัวยามากกว่าใบ 4-7 เท่า))
           ตำรายาพื้นเมืองจังหวัดโคราช: ใช้ ใบ แก้โรคเบาหวาน
           ประเทศมาเลเซีย: ใช้ใบแก้ระดูแตกต่างจากปกติ แก้ปวดบวม
                ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการทำการค้นคว้าเกี่ยวกับสรรพคุณของยาเขียวมานานแล้ว ซึ่งส่งผลการวิจัย ดังนี้

  • พุทธศักราช 2521 นักวิจัยจากภาควิชาแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มัธยมมหิดล เป็นกรุ๊ปแรกที่ทดสอบป้อนผงรากรางจืดให้หนูทดลองก่อนให้น้ำยาสตริกนินแต่พบว่าไม่ได้ผล หนูชักและตาย แม้กระนั้นถ้าผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อน พบว่าตัวทดลองไม่เป็นอะไร หมายความว่าผงรากรางจืดสามารถซับสารพิษประเภทนี้ไว้
  • พุทธศักราช 2523 คุณครูพาณี เตชะเสนและคณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้น้ำคั้นใบรางจืดป้อนตัวทดลองที่รับประทานสารกำจัดแมลง"โฟลิดอล"พบว่าแก้พิษได้ ลดอัตราการตายลงจาก 56% เหลือแค่ 5% แค่นั้น ในขณะกรรมวิธีฉีดกลับไม่ได้ผล
  • พุทธศักราช 2551 สุชาสินี คงกระพันชาตรีธ์ ใช้สารสกัดแห้งใบรางจืดป้อนตัวทดลองที่ได้รับสารกำจัดศัตรูพืชกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตชื่อมาราไธออนพบว่าช่วยได้ 30%
  • พ.ศ. 2553 จิตบรรจง ตั้งปอง มหาวิทยาลัยวงกลมลักษณ์ พบว่าสารประกอบในใบยาเขียวช่วยป้องกันการเสียชีวิตของเซลล์ประสาทของตัวทดลองที่ได้รับพิษจากสารตะกั่ว จึงสามารถป้องกันสูญเสียการเรียนแล้วก็ความจำได้อย่างมีนัยสำคัญ


มีการศึกษาค้นคว้าเรื่องใบรางจืดสามารถคุ้มครองปกป้องตับ ซึ่งเป็นอวัยวะที่กำจัดสารพิษภายในร่างกาย ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งที่ช่วยรักษาชีวิตของคนที่ได้รับพิษ พุทธศักราช 2543 รายงานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่าสารสกัดแห้งของน้ำใบยาเขียวคงจะมีผลลดความเป็นพิษของตับจากแอลกอฮอล์ได้ พุทธศักราช 2548 พรเพ็ญ เปรมโยธิน จุฬาลงแขนณ์มหาวิทยาลัย รายงานผลว่าสารสกัดน้ำยาเขียวแสดงฤทธิ์ดังกล่าวข้างต้น ทั้งในหลอดทดสอบและในตัวทดลอง  แล้วยังพบว่า สารสกัดน้ำใบรางจืดมีฤทธิ์ต้านทานอนุมูลอิสระด้วย
ยิ่งไปกว่านี้ยังมีการใช้ประโยชน์จากรางจืดอีกยกตัวอย่างเช่น ยอดอ่อน ดอกอ่อนสามารถใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวก แกงกิน ก็ทำเป็นอย่างกับผักพื้นเมืองธรรมดา นอกเหนือจากนี้เด็กๆตามชนบทยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่เกิดอันตรายอะไรก็แล้วแต่แต่อย่างไรก็ดี การกินรางจืดในปริมาณติดต่อกันโดยตลอด บางครั้งก็อาจจะจะต้องคอยติดตามความเคลื่อนไหวของโลหิตวิทยาหรือเคมีสถานพยาบาลที่อาจเกิดขึ้นต่อไปด้วย
ชารางจืด ใบรางจืดสามารถเอามาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วเอามาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ และยังมีกลิ่นหอมรวมทั้งยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย  ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรรางจืดมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ แคปซูลยาเขียวหรือยาเขียวแคปซูล เพื่อความสะดวกแล้วก็ง่ายต่อการใช้ประโยชน์  ดอกรางจืด นำมาบดอย่างระมัดระวังผสมกับน้ำ แล้วกรองแยกกาก ก่อนนำน้ำที่ได้ใช้ทำอาหารหวาน ใช้หุงข้าว หรือใช้ทำสีผสมอาหารอื่นๆซึ่งจะให้สีม่วงอ่อนหรือสีคราม หรือสีอื่นตามจำพวกสีของดอก
คนสมัยก่อนมีความเชื่อว่า การดื่มน้ำต้มจากรางจืดสามารถช่วยแก้คุณไสย ยาสั่งหรือมนต์ดำที่ผู้อื่นทำแก่ตนได้  ใบรางจืดตากแห้งแล้ว เอามาบดอย่างละเอียด ใช้ผสมในอาหารสัตว์ อาทิเช่น ของกินหมู อาหารไก่ เป็นต้น ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันต่อโรค และช่วยรักษาให้สัตว์มีอัตราการรอคอยดสูงขึ้นภายหลังที่ได้รับเชื้อโรค

รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้ ในการรักษาพิษ ใช้ใบสด 10 -12 ใบ เอามาตำจนกระทั่งละเอียดผสมกับน้ำแช่ข้าวราวๆครึ่งแก้ว ส่วนการใช้คุณประโยชน์จากรากยาเขียวสำหรับเพื่อการรักษาพิษ ใช้ราก 1-20 องคุลี ให้นำมาฝนหรือนำมาตำกับน้ำซาวข้าว แล้วเอามาดื่มให้หมดเมื่อมีลักษณะอาการ รวมทั้งบางครั้งก็อาจจะจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเหมือนกับการกางใบยาเขียว  หรือใช้ใบยาเขียวทำเป็นชาแล้วกินครั้งละ 2-3 กรัม โดยชงกันน้ำร้อน 100-200 ซีซี วันละ 3 ครั้งก่อนอาหารหรือเมื่อมีลักษณะอาการ รักษาโรคเบาหวาน ให้ใช้ใบยาเขียวราวๆ 58 ใบ มาโขลกอย่างละเอียดแล้วผสมกับน้ำแช่ข้าวกินครั้งละ 1 แก้ว 3 เวลา แก้อาการแพ้ ผื่นคัน ลดการเกิดโรคผิวหนัง โดยใช้ใบหรือเถาสด 10-15 ใบหรือเถาปริมาณยาว 10 เซนติเมตร ต้มในน้ำประมาณ 10 ลิตร อาบแต่ละวัน โดยประมาณ 5-7 วัน  แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยนำใบ 10-20 ใบ หรือ ใช้เถาตัดเป็นชิ้นๆยาว 1-2 นิ้ว ก่อนนำไปแช่เหล้าดื่มทุกส่วนเอามาตำหรือบดผสมน้ำ ใช้สำหรับพอกแผล หยุดลักษณะของการปวด ลดอาการบวม และก็กำจัดพิษจากสัตว์ต่อย เป็นต้นว่า งูกัด แมงป่อง ตะขาบ แมงดาทะเล           ทุกส่วนออกฤทธิ์ต้านทานการอักเสบ ทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นการดูแลและรักษาแผล อย่างเช่น รักษาเชื้อไวรัสเริม ด้วยการบดผสมน้ำนิดหน่อย ก่อนนำไปประคบรอบๆรอยแผลเริม  ทุกส่วนนำมาบดผสมน้ำบางส่วน ก่อนนำมาประคบหรือทาแผลสด รอยแผลหนอง ซึ่งจะช่วยทำให้แผลแห้งเร็ว ลดการตำหนิดเชื้อ ลดอาการบวมของแผล  ทุกส่วนนำมาต้มน้ำดื่มหรือคั้นน้ำดื่มสำหรับใช้เป็นยาแก้ร้อนใน รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการอยากดื่มน้ำ  น้ำสุกจากทุกส่วน นำมาดื่มอุ่นๆสำหรับรักษา แล้วก็บรรเทาอาการท้องเสียหรือของกินเป็นพิษ
การเรียนทางเภสัชวิทยา  มีรายงานศึกษาค้นคว้าในสัตว์ทดลองพบว่า สารสกัดน้ำจากใบยาเขียว ขนาด 2 และ 3 ซีซี/น้ำหนักตัว 100 กรัม แล้วก็ขนาด 3.5 กรัม/กก. ส่งผลลดพิษจากยากำจัดศัตรูพืชในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตในหนูได้ โดยการทำให้อัตราการตายลดน้อยลง  แล้วก็ยังมีมีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยทางคลินิกที่เกี่ยวกับการขับยากำจัดศัตรูพืชออกมาจากร่างกาย พบว่ารางจืดจะทำลายพิษได้ดี โดยเฉพาะพิษที่เกิดขึ้นมาจากยากำจัดศัตรูพืช "โฟลิดอล" รวมทั้งพิษออกฤทธิ์เกี่ยวข้องกับแนวทางการทำงานของ Cholinergic system โดยการศึกษาเล่าเรียนในเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงแล้วก็ตรวจพบระดับสารฆ่าแมลงภายในร่างกาย ปริมาณ 49 คน พบว่าเมื่อให้อาสาสมัครรับประทานชารางจืดขนาด 8 กรัม/วันหรือยาหลอก นาน 21 วัน พบว่าขนาดยาฆ่าแมลงในเลือดของอาสามัครที่ได้รับรางจืดลดลงอย่างเป็นจริงเป็นจังในวันที่ 7, 14 แล้วก็ 21 ของการทดลอง รวมทั้งจากการเล่าเรียนของดวงรัตน์และก็ภาควิชา พบว่าโดยยาเขียวมีผลเพิ่มปริมาณ Cholinesterase ในเลือดของเกษตรกรที่ได้รับยาฆ่าแมลง
สาขาวิชาสรีรวิทยา แผนกแพทยศาสตร์ มหาวทิยาลัขั้นรีนครินทรวิโรฒ ก็เลยได้เล่าเรียนฤทธิ์ของสารสกัดยาเขียวต่อเซลล์สมอง พบว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้ายกับยาเสพติดแอมเฟทามีน แล้วก็โคเคน โดยปกติเพิ่มการหลั่งโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งมากในขณะที่คนเจ็บได้รับสารแอมเฟทามีน และก็ไปเพิ่ม activity ของเซลล์ประสาทในสมองส่วน nucleus accumbens , globus pallidus,amygdala,frontal cortex ,caudate putamen and hippocampus ที่เกี่ยวข้องกับ  reward and locomotor behaviour ทำให้คาดว่าในผู้เจ็บป่วย ที่เข้ารับการรักษา/บรรเทาสิ่งเสพติด ที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดยาเขียว บางทีอาจกำเนิดความพิงพอใจเหมือนกันกับการรับสารเสพติด แม้ใช้ประโยชน์ในการรักษาผู้เจ็บป่วยจะทำให้คนเจ็บไม่ต้องทุรนทรายมาก ก็เลยบางทีอาจเป็นสาเหตุหนึ่งครั้งการดูแลและรักษาด้วยสารสกัดสมุนไพรสำเร็จ
แผนกเภสัชศาตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาเรียนรู้ฤทธิ์ของยาเขียวในการต่อต้านพิษแอลกอฮอล์ต่อตับ พบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดช่วย ปกป้องการตายของเซลล์ตับจากพิษของแอลกอฮอล์ ทั้งในหลอดทดลองรวมทั้งในหนูแรตคราวได้รับแอลกอฮอล์ โดยทำให้ค่า AST,ALT ในพลาสม่าแล้วก็ตรีกลีเซอร์ไรด์ในตับลดลง และก็ลดการเปลี่ยนแปลงสภาพทางจุลพยาธิวิทยาของตับเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเเอลกอฮอล์สิ่งเดียว
                เนื่องจากว่าสารสกัดด้วยน้ำของยาเขียวช่วยลดการเกิด heppatic lipid peroxidation ลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือด และเพิ่มระดับเอนไซม์ alcohol dehydrogenase รวมทั้ง aldehyde dehydrogenase
ส่วนมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้เรียนฤทธิ์ของยาเขียวต่ออาการขาดเหล้า พบว่าสารสกัดรางจืดให้ผลลดสภาวะไม่มีชีวิตชีวาและทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของหนูเปลี่ยนไปในทางที่ แต่ว่าไม่เป็นผลลดความกลุ้มอกกลุ้มใจ โดยสารสกัดราถงจืดช่วยลดการเช็ดกทำลายเซลล์ประสาทของหนูด้วยเหตุว่าขาดเหล้าในสมองส่วน messolimbic dopaminergic system โดยเฉพาะที่รอบๆ  nucleus accumbens และ ventral tegmental area
ในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำสุกใบรางจืดทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนน้ำคั้นใบรางจืดสดในขนาด ๕๐ มก./มิลลิลิตรที่ให้หนูโรคเบาหวานดื่มแทนน้ำนาน ๑๒ วัน ไม่เป็นผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด
ยิ่งกว่านั้น ยังมีการทดสอบพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด และทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้ว่าจะไม่สมบูรณ์ ในเรื่องของฤทธิ์ลดระดับความดันนั้นพบว่าสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดแห้งมีผลทำให้ความดันเลือดของหนูแรตลดลง โดยกลไกการออกฤทธิ์ส่วนใดส่วนหนึ่งอาจผ่าน Cholinergic receptor และทำให้เส้นโลหิตแดงคลายตัว
การใช้สมุนไพรในคนป่วยเบาหวานรวมทั้งความดันนี้พึงจะรำลึกว่าควรมีการรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบันรวมทั้งมีการวัดระดับน้ำตาลรวมทั้งระดับความดันอย่างใกล้ชิด เพราะว่าการศึกษาเล่าเรียนยังอยู่ในขั้นตอนของสัตว์ทดลองเท่านั้น รวมถึงต้องระมัดระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันของตัวยาดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
มีการวิจัยว่ายาเขียวมีฤทธิ์ต้านการอับเสบสูงยิ่งกว่ามังคุดโดยประมาณ 2 เท่า(ทดสอบด้วยแนวทาง Carrageenan induced paw edema) ในหนูถีบจักรรวมทั้งยังมีความปลอดภัยสูงขึ้นยิ่งกว่าอีกด้วย นอกจากนั้นยังพบว่า สารสกัดยาเขียวในรูปแบบของครีมสามารถลดการอักเสบก้าวหน้าพอๆกับสตีรอยด์ครีม
ฤทธิ์สำหรับการต้านทานโรคมะเร็ง มีการเล่าเรียนฤทธิ์ต้านการก่อกลายประเภท พูดอีกนัยหนึ่งสารใดๆมีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์มีศักยภาพสูงสามารถก่อโรคมะเร็งได้ แต่ว่ารางจืดมีฤทธิ์ต้านไม่ให้สารนั้นออกฤทธิ์ มีการเรียนรู้โดยให้หนูกินสารสกัดของกวาวเครือซึ่งกวาวเครือจะไปมีฤทธิ์กระตุ้นการแบ่งตัวและการสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง กล่าวอีกนัยหนึ่งนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดงจะเป็นก้อน ใหญ่ขึ้น และมีการแบ่งตัว โน่นคือกวาวเครือไปทำให้การเกิด micronuclei ของเม็ดเลือดแดงเพิ่มอย่างมีนัยสำคัญ แม้กระนั้นหากให้สัตว์ทดลองรับประทานรางจืดร่วมด้วย พบว่าสามารถลดการเกิด micronuclei ได้ ซึ่งอีกทั้งรางจืดแบบสดแล้วก็แบบแห้งสามารถใช้ได้ผลด้วยเหมือนกัน นับเป็นจุดเด่นอีกข้อหนึ่งของรางจืด
โดยพบว่าสารออกฤทธิ์อาจเป็นกรดฟีนอลิก เช่น caffeic acid แล้วก็ apigenin และสารกรุ๊ปคลอโรฟิลล์ ตัวอย่างเช่น chlorophyll a, chlorophyll b, pheophorbide a รวมทั้ง pheophytin a ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระสูงมากมาย
สารสกัดน้ำ เอทานอล แล้วก็อะซิโทน มีฤทธิ์ต้านการก่อกลายประเภท โดยยั้งการเกิดมะเร็ง เพราะสาร 2-aminoanthracene ได้จำนวนร้อยละ 87 เมื่อวิเคราะห์ด้วยแบคทีเรีย Salmonella typhimurium TA 98 แล้วก็สามารถเพิ่มรูปแบบการทำงานของเอนไซม์ควิโนนรีดักเทส ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีที่ใช้เพื่อการกำจัดเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้น ได้ตั้งแต่ 1.35-2.8 เท่า อีกทั้งยังมีรายงานการรักษาคนเจ็บพิษแมงดาทะเล เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2522 โดยมีรายงานว่ามี  ผู้เจ็บป่วย 4 ราย กินยำไข่แมงดาทะเล อาการขึ้นกับจำนวนที่ได้รับ ทุกรายมีอาการชารอบปาก และก็คลื่นไส้คลื่นไส้ อาการชาจะลามไปกล้ามเนื้อผูกต่างๆที่ก่อให้เกิดอันตรายเป็นทำให้หายใจไม่ได้ คนไข้ 2 รายสลบ จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ระยะที่เริ่มออกอาการตั้งแต่ 40 นาที จนกระทั่ง 4 ชั่วโมง หลังกิน เหตุเพราะพิษของแมงดาทะเล เป็นเทโทรโดทอกสิน (Tetrodotoxin) ไม่มียาแก้พิษจะต้องรักษาตามอาการ ภายหลังจากได้น้ำสมุนไพรยาเขียว 50 มล. ทางหลอดสวนจมูก-กระเพาะ คนไข้เริ่มรู้สึกตัว รวมทั้งอาการดียิ่งขึ้นเป็นลำดับ หลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 40 นาที คนไข้อีกรายได้รับการกรอกน้ำยาเขียวเช่นเดียวกัน ในขนาด 50 มล. ทุก 1 ชั่วโมง 5 ครั้ง ภายหลังจากได้รับน้ำสมุนไพร 5 ชั่วโมง ผู้ป่วยเริ่มรู้สึกตัว และอาการดีขึ้นตามลำดับ
การเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษฉับพลันที่ป้อนตัวทดลองครั้งเดียว ขนาดปกติแล้วก็ขนาดสูง ไม่พบความไม่ปกติอะไรก็แล้วแต่และป้อนติดต่อกัน 28 วัน ขนาด 500 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ไม่พบอาการแตกต่างจากปกติเช่นกัน แต่อาจจะเป็นผลให้น้ำหนัก ตับ ไต สูงยิ่งกว่ากลุ่มควบคุม  ค่าชีวเคมีที่เกี่ยวกับไตสูงขึ้น แล้วก็ AST สูงขึ้น
          การเล่าเรียนพิษเรื้อรังของสารสกัดน้ำจากใบ โดยป้อนหนูแรทขนาด 20  200  1,000  2,000 มก./กิโลกรัม/วัน หรือคิดเป็น 1, 10, 50 และก็ 100 เท่า ของขนาดที่ใช้ในคนตรงเวลา 6 เดือน พบว่าไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว การกินอาหาร ความประพฤติ แล้วก็สุขภาพทั่วๆไปของหนู อวัยวะภายในทั้งยังระดับมหพยาธิวิทยาและจุลพยาธิยังคงธรรมดา และไม่กระตุ้นให้เกิดพิษสะสม ไม่ทำให้หนูตาย
มีการเรียนความเป็นพิษของยาเขียวต่อการกลายพันธุ์ของแบคทีเรีย พบว่า สารสกัดจากยาเขียวไม่มีผลทำให้แบคทีเรียกลายพันธุ์อะไร ทั้งยังยังพบว่า สารสกัดจากรางจืดสามารถต้านการกลายพันธุ์ได้ด้วย
คำแนะนำ/ข้อพึงระวังมี

  • การเรียนกล่าวว่า รากของยาเขียวนั้นจะมีคุณประโยชน์ ทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า
  • ควรจะใช้อย่างรอบคอบและไม่ควรใช้ติดกันเป็นระยะเวลานานเกิน 30 วัน
  • ต้องระวังสำหรับการใช้ในผู้ป่วยเบาหวาน ด้วยเหตุว่าอาจจะเป็นผลให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
  • ไม่สมควรใช้ร่วมกับยาจำพวกอื่นเป็นระยะเวลานานเนื่องมาจากอาจขับสารเคมี หรือตัวยาภายในร่างกายออก โดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ป่วยที่ต้องใช้ยารักษาอย่างสม่ำเสมอ
  • ยาเขียวบางทีอาจให้ผลใกล้กัน สำหรับคนป่วยที่เป็นโรคอาการหอบหืดได้โดยเมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบฟุตบาทหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากมีลักษณะแพ้ไม่มากมายก็อาจจะเป็นเพียงแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง
เอกสารอ้างอิง

  • ปัญญา อิทธิธรรม และคณะ 1999 การใช้สมุนไพรรางจืดขับสารฆ่าแมลงในร่างกายของเกษตรกรกลุ่มเสี่ยงในตำบลเมืองเดช อำเภอเดชอุดม จังหวัดอุบลราชธานี
  • วิสาตรี คงเจริญสุนทร และปิยรัตน์ พิมพ์ สวัสดิ์,2552. ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียกลุ่มแกรมลบฉวยโอกาสบางสายพันธุ์ของสารสกัดเมทานอลจากรางจืด. วารสารวิทยาศาสตร์บูรพา.
  • ภกญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร.รางจืดราชาของยาแก้พิษ.คอลัมน์.เรื่องเด่นจากปก.นิตยสารหมอชาวบ้านเล่มที่385.มกราคม.2554
  • รางจืด.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
  • รศ.พร้อมจิต ศรลัมพ์.รางจืด สมุนไพรแก้พิษและล้างพิษ.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • รางจืดสมุนไพรล้างพิษ.คู่มือสมุนไพรล้างพิษสำหรับประชาชน.สถาบันวิจัยการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข.สำนักพิมพ์คณะรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษา.พิมพ์ครั้งที่2.มีนาคม 2554.20หน้า
  • รางจืดสรรพคุณรางจืด สมุนไพรลดและกำจัดสารพิษ.พืชเกษตรดอทคอมเว็บเพื่อพืชเกษตรไทย
  • Toxicity รางจืดและข่อยดำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์,กำไร กฤตศิลป์,เชิดพงษ์ น้อยภู่, 2545. การใช้สมุนไพรรางจืดเพิ่มปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเทอเรสในซีรั่มของเกษตรกรที่พบพิษสารกำจัดศัตรูพืชในร่างกาย)
  • ข้อมูลสรรพคุณของรางจืดในการข้อยาฆ่าแมลงออกจากร่างกายเกษตรกร.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  • กนกวรรณ สุขมาก;นงนุช คุ้มทอง;สมยศ เหลืองศรีสกุล;อภันตรี โอชะกุล เตือนใจ ทองสุข , 2547 .การศึกษาประสิทธิผลของสมุนไพรรางจืดในการป้องกันการสะสมของสารเคมีกำจัดแมลงในกระแสโลหิตของเกษตรกร ตำบลไผ่ทำโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร.



Tags : รางจืด