แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - NOH1122

หน้า: [1] 2 3 ... 28
1
เหงือกปลาหมอ
ชื่อสมุนไพร  เหงือกปลาหมอ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  แก้มหมอ (สตูล) , อีเกร็ง (ภาคกึ่งกลาง) , แก้มหมอเล (กระบี่) , นางเกร็ง,จะเกร็ง อื่นๆอีกมากมาย
ชื่อวิทยาศาสตร์     Acanthus ebracteatus Vahl. (เหงือกปลาหมอดอกสีขาว)
Acanthus ilicifolius L. var. ilicifolius (เหงือกปลาหมอดอกสีม่วง)
ชื่อสามัญ  Sea Holly.
ตระกูล  ACANTHACEAE
ถิ่นเกิด เหงือกปลาหมอนับว่าเป็นสมุนไพรท้องถิ่นของไทยพวกเราเพราะเหตุว่ามีประวัติสำหรับการประยุกต์ใช้เป็นยาสมุนไพรมาตั้งแต่โบราณแล้ว ซึ่งเหงือกปลาหมอนี้เป็นพรรณไม้ที่มักขึ้นที่โล่งแจ้งรวมทั้งชอบมักพบในบริเวณป่าชายเลน หรือตามพื้นที่ชายน้ำริมฝั่งคลอง เจริญวัยได้ดิบได้ดีในที่ร่มและก็มีความชื้นสูง หรือในแถบที่ดินเค็มและไม่ชอบที่ดอน แถบภาคอีสารก็มีรายงายว่าปลูกได้เช่นเดียวกัน เหงือกปลาแพทย์ เจออยู่ 2 ชนิด คือ ประเภทดอกสีขาว Acanthus ebracteatus Vahl พบได้ทั่วไปในภาคกลางและก็ภาคตะวันออก ประเภทดอกสีม่วง  Acanthus ilicifolius L. พบทางภาคใต้ ทั้งเหงือกปลาหมอยังเป็นชนิดไม่ลือชื่อของจังหวัดสมุทรปราการอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป

  • ต้นเหงือกปลาหมอ เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงราว 1-2 เมตร ลำต้นแข็ง มีหนามอยู่ตามข้อของลำต้น ข้อละ 4 หนาม ลำต้นกลม กลวง ตั้งตรง มีสีขาวอมเขียว ลำต้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร
  • ใบเหงือกปลาหมอ ใบเป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะของใบมีหนามคมอยู่ริมขอบใบและก็ปลายใบ ขอบใบเว้าเป็นระยะๆผิวใบเรียบวาวลื่น แผ่นใบสีเขียว เส้นใบสีขาว มีชำเลืองสีขาวเป็นแถวก้างปลา เนื้อใบแข็งรวมทั้งเหนียว ใบกว้างประมาณ 4-7 ซม. และยาวโดยประมาณ 10-20 เซนติเมตร ใบจะออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ก้านใบสั้น
  • ดอกเหงือกปลาแพทย์ มีดอกเป็นช่อตั้งตามปลายยอด ยาวโดยประมาณ 4-6 นิ้ว ทั้งนี้สีของดอกขึ้นกับพันธุ์ของต้นเหงือกปลาหมอเป็น ดอกมีประเภทดอกสีม่วง หรือสีฟ้า แล้วก็พันธุ์ดอกสีขาว แต่ลักษณะอื่นๆเหมือกันเป็น ที่ดอกมีกลีบรองดอกมี 4 กลีบ กลีบแยกจากกัน ส่วนกลีบดอกไม้เป็นท่อปลายบานโต ยาวราว 2-4 ซม. รอบๆกลางดอกจะมีเกสรตัวผู้แล้วก็เกสรตัวเมียอยู่
  • ผลเหงือกปลาแพทย์ ลักษณะของผลเป็นฝักสีน้ำตาล รูปแบบของฝักเป็นทรงกระบอกกลมรี รูปไข่ ยาวราวๆ 2-3 เซนติเมตร เปลือกฝักมีสีน้ำตาล ปลายฝักป้าน ภายในฝักมีเม็ด 4 เม็ด


การขยายพันธุ์ เหงือกปลาแพทย์สามารถเพาะพันธุ์ได้ด้วยแนวทางเพาะเม็ดและการใช้กิ่งปักชำ แต่แนวทางที่ได้รับความนิยมรวมทั้งเห็นผลผลิตที่ดีเป็นการใช้กิ่งปักชำ นำกิ่งที่ไม่แก่และไม่อ่อนจนกระทั่งเกินไป อายุ 1-2 ปี มาชำลงในดินโคลน รอรดน้ำให้ชุ่ม ราว 2 เดือน จะแตกออกราก จึงทำย้ายปลูก ก่อนปลูกควรจะจัดแจงแปลงปลูก ระยะปลูก 80x80 เซนติเมตร รองตูดหลุมด้วยปุ๋ยมูลสัตว์หรือปุ๋ยคอก ใส่ปุ๋ยคอกหว่านรอบโคนต้นปีละ 2 ครั้งๆละ 1 กก./ต้น ใส่ปุ๋ยบ่อยขึ้นในเรื่องที่เก็บเกี่ยวผลผลิตบ่อยครั้ง ทำให้ต้นทรุดโทรม ใบเป็นสีเหลือง กำจัดวัชพืชดูแลรักษาแปลงให้สะอาด
                หลังปลูก 1 ปี ก็เลยจะเก็บผลผลิต โดยตัดกิ่งให้แพทย์ต้น (โคน) ให้เหลือความยาวกึ่งหนึ่ง เพื่อแตกใหม่ในปีต่อไป กิ่งที่ได้นำมาสับเป็นท่อนๆละ 6 นิ้ว นำไปผึ่งแดดจนถึงแห้งดี หรืออบแห้ง กิ่งและก็ใบสด  3 กก. จะตากแห้งได้ 1 กก. และก็ผลิตผลจากต้นอายุ 1 ปี ปริมาณ 4 ต้น (กอ) จะมีน้ำหนักสด 1 กิโลกรัม
ส่วนประกอบทางเคมี ในใบพบสาร : alpha-amyrin, beta-amyrin, ursolic acid apigenin-7-O-beta-D-glucuronide, methyl apigenin-7-O-beta-glucuronate campesterol, 28-isofucosterol, beta-sitosterol ในรากเจอสาร : benzoxazoline-2-one, daucosterol, octacosan-1-ol, stigmasterol ทั้งต้นเจอสาร : acanthicifoline, lupeol, oleanolic acid, quercetin, isoquercetin, trigonelline , dimeric oxazolinone
คุณประโยชน์ ยาสมุนไพรพื้นเมือง ใช้  ใบ ต้มกับน้ำดื่ม แก้นิ่วในไต อีกทั้งต้น 10 ส่วน เข้ากับพริกไทย 5 ส่วน ทำเป็นยาลูกกลอน แก้โรคกระเพาะ ขับเลือด เป็นยาอายุวัฒนะ ต้น ใช้รักษาแผลฝีหนอง ใช้  ใบและต้น แก้ตกขาว โดยตำเป็นผุยผงละลายน้ำผึ้ง หรือน้ำมันงา ปั้นเป็นลูกกลอนรับประทาน
               หนังสือเรียนยาไทย  ใช้  ใบ รสเค็มกร่อยร้อน ตัดรากฝีภายใน และก็ภายนอกทุกชนิด แก้น้ำเหลืองเสีย ช่วยทำนุบำรุงรากผม แก้ประป่า ใบเป็นยาอายุวัฒนะ รักษาตกขาว , ตกขาวของสตรี ใบสด แก้ไข้ ผื่นคันฝี แก้ฝีทราง หรือใช้ใบสดเอามาตำอย่างละเอียด ใช้พอกรอบๆแผลที่ถูกงูกัด พอกฝี แล้วก็แผลอักเสบ ต้นและก็เมล็ด มีรสเผ็ดร้อน รักษาฝี แก้โรคน้ำเหลืองเสีย เมล็ด ใช้เป็นยาขับพยาธิ เป็นยาแก้ไอ ขับเลือด แก้ฝี อีกทั้งต้น มีรสเค็มกร่อย ทั้งยังต้นสด รักษาโรคผิวหนังจำพวกพุพอง น้ำเหลืองเสีย รวมทั้งผื่นคันตามร่างกาย ต้มรับประทานแก้พิษฝีดาษ พิษฝีด้านใน ตัดรากฝีทั้งสิ้น แก้โรคผิวหนัง น้ำเหลืองเสีย เป็นยาอายุวัฒนะ ต้มอาบ แก้พิษไข้หัว แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ตำพอก ปิดหัวฝี แผลเรื้อรัง คั้นเอาน้ำทาหัวบำรุงรากผม ใช้ยับยั้ง/ต้านมะเร็ว ช่วยเจริญอาหาร ทุเลาลักษณะของการปวดหัว ราก ใช้รากสด นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคงูสวัด บำรุงประสาท แก้โรคหอบหืด ขับเสมหะ เหงือกปลาแพทย์ อีกทั้ง 5 (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เมล็ด) มีสรรพคุณช่วยแก้พิษฝี แก้มะเร็ง ช่วยในการเจริญอาหาร ช่วยทำให้เลือดลดธรรมดา เป็นยาอายุวัฒนะ
ต้นแบบ/ขนาดการใช้

  • ยับยั้งโรคมะเร็งต่อต้านมะเร็ง นำเหงือกปลาหมอทั้งยัง 5 ส่วน (ราก,ต้น,ใบ,ผล,เม็ด) มาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • รักษาเมนส์มาผิดปกติ นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับน้ำมันงาและก็น้ำผึ้งเอามากิน
  • แก้ผื่นคัน นำใบและต้นสดราวๆ 3-4 กำมือนำมาสับต้นน้ำอาบเป็นประจำ 3-4 ครั้ง
  • แก้ไข้หนาวสั่น นำทั้งยังต้นมาตำผสมกับขิง
  • แก้ผิวแตกทั้งตัว นำทั้งต้นของเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน และก็ดีปลี 1 ส่วน ใช้ผสมกันบดให้เป็นผุยผงชงกับน้ำร้อนดื่มแก้อาการ
  • ขับเสลด บำรุงประสาท แก้ไอ แก้โรคหืด รักษามุตกิดตกขาว นำรากมาต้มกับน้ำ ดื่มกิน
  • รักษาโรคผิวหนัง ขับน้ำเหลืองเสียแก้แผลผุพอง เป็นฝีเป็นประจำนำต้น ใบแล้วก็เมล็ดต้มกับน้ำอาบ
  • ปรับแก้ข้ออักเสบ แก้ปวดต่างๆนำใบมาต้มกับน้ำ ดื่มรับประทาน
  • ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้อายุยืน สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง เลือดลมไหลเวียนดี เส้นโลหิตไม่อุดตัน บำรุงผิวพรรณ ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอนำมาตำผสมกับพริกไทยในอัตราส่วน 2:1 แล้วคลุกเคล้าผสมกับน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนไว้รับประทาน
  • ช่วยแก้โรคกษัย อาการซูบซีดเหลืองหมดทั้งตัว ด้วยการใช้ต้นของเหงือกปลาหมอนำมาตำเป็นผุยผงรับประทานวันแล้ววันเล่า
  • แก้อาการร้อนหมดทั้งตัว เจ็บระบบหมดทั้งตัว ตัวแห้ง เวียนหัว หน้ามืดตามัว มือตายตีนตาย ด้วยการใช้อีกทั้งต้นของเหงือกปลาแพทย์แล้วก็เปลือกมะรุมอย่างละเท่ากัน ใส่หม้อต้มผสมกับเกลือนิดหน่อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ แล้วใช้ฟืน 30 แท่ง ต้มกับน้ำเดือดจนกระทั่งงวดแล้วยกลง เมื่อเสร็จให้กลั้นใจรับประทานขณะอุ่นๆจนกระทั่งหมด อาการก็จะดียิ่งขึ้น
  • รากช่วยแก้รวมทั้งทุเลาอาการไอ หรือจะใช้เมล็ดเอามาต้มดื่มแก้อาการไอก็ได้ด้วยเหมือนกัน
  • แก้อาการไอ เมล็ดใช้ผสมกับดอกมะเฟือง เปลือกอบเชย น้ำตาลกรวด นำมาต้มรวมกันแล้วเอาแต่น้ำมากินเป็นยาแก้ไอ
  • ช่วยแก้โรคกระเพาะ ด้วยการใช้ทั้งต้นรวมทั้งพริกไทย (10:5 ส่วน) ตำผสมปั้นเป็นยาลูกกลอน
  • ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้ต้นเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อย นำมาตำละลายกับน้ำแล้วทาบริเวณที่เป็นริดสีดวง หรือจะใช้ปรุงกับฟ้าทะลายโจร ใช้รมหัวริดสีดวงก็ได้


ในขณะนี้เหงือกปลาแพทย์ มีการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาแคปซูลสมุนไพรเหงือกปลาหมอ ยาชงสมุนไพรแล้วก็ยาเม็ด มีคุณประโยชน์ใช้รักษาโรคผิวหนังทั้งยังเหงือกปลาหมอยังเป็นสมุนไพรที่ใช้สำหรับการอบตัว คือ การอบตัวด้วยไอน้ำที่ได้จากการต้มสมุนไพร แล้วก็การอบเปียกแบบเข้ากระโจม โดยเหงือกปลาแพทย์มีสรรพคุณสำหรับรักษาโรคผิวหนัง
นอกจากนี้เหงือกปลาแพทย์ยังเป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์เครื่องแต่งหน้าต่างๆได้แก่ ผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีผมรวมทั้งสบู่สมุนไพร ฯลฯ
การศึกษาเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ  ทดสอบน้ำสกัดจากใบแห้ง ความเข้มข้น 500 มคก./มล. กับหนูขาว พบว่าสารสกัดดังกล่าวมาแล้วข้างต้นมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ โดยไปยับยั้งการผลิต leukotriene B-4 แต่สารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์เป็น serotonin antagonist  เมื่อเร็วๆนี้ มีการวิจัยว่าสารสกัดด้วยเอทานอลจากอีกทั้งต้น ขนาด 500 มคกรัม/มล. มีฤทธิ์ยั้ง 5-lipoxygenase activity ด้วยกลไกสำหรับเพื่อการลดการผลิต leukotriene B-4 ถึง 64% และก็สารสกัดด้วยน้ำ ขนาด 500 มคกรัม/มล. ลดได้ 44% และมีการพินิจพิจารณาสารสำคัญของเหงือกปลาหมอดอกม่วงที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ พบว่าสารนั้นเป็นพวก dimeric oxazolinone ที่มีสูตรส่วนประกอบเป็น 5,5c-bis-benzoxazoline-2,2c-dione
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย มีการทดลองสารสกัดเอทานอล (90%) จากทั้งยังต้นแห้ง (ไม่รู้จักความเข้มข้น) กับ Staphylococcus aureus พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ แต่ว่าการทดลองเม็ดเหงือกปลาแพทย์ พบว่ามีฤทธิ์ต้านเชื้อ S. aureus
ฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชั่น          มีการทดสอบสารสกัดอัลกอฮอล์จากใบของเหงือกปลาหมอดอกม่วง พบว่าสารสกัดนี้มีฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระหลายชนิด อย่างเช่น superoxide radical, hydroxyl radical, nitric oxide radical และก็ lipid peroxide เป็นต้น ยิ่งไปกว่านี้สารสกัดจากส่วนผลด้วยเมทานอล เมื่อทดลองในหนูถีบจักร พบฤทธิ์ต่อต้านการเกิดอนุมูลอิสระ โดยมีขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50)หมายถึง79.67 มคลิตร/มล. รวมทั้งเจอฤทธิ์ยับยั้งการเกิด lipid peroxide โดยขนาดที่ยั้งได้ 50% (IC50) คือ 38.4 มคล./มล.
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวกับการเพิ่มภูมิต้านทาน  มีการนำสารสกัดน้ำอย่างหยาบคายจากรากของเหงือกปลาหมอมาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) เพื่อเรียนรู้ฤทธิ์เสริมภูมิคุ้มกันที่มีต่อ mononuclear cell (PMBC) ของคนธรรมดา 20 ราย โดยประเมินผลการเรียนรู้จาก H3-thymidine uptake พบว่าสารสกัดกึ่งบริสุทธิ์ของเหงือกปลาหมอดอกม่วง ที่ความเข้มข้นต่ำ (10 มคก./มล.) สามารถกระตุ้นการแบ่งตัวของ lymphocytes ได้สูงขึ้นมากยิ่งกว่ากรุ๊ปควบคุมอย่างเป็นจริงเป็นจัง (P < 0.05)
การเรียนทางพิษวิทยา หลักฐานความเป็นพิษและการทดลองความเป็นพิษ
          เมื่อให้สารสกัดลำต้นแห้งด้วยน้ำมันปิโตรเลียมอีเทอร์ ขนาดความเข้มข้น 5 ซีซี/จานเพาะเชื้อ ไม่ทำให้มีการเกิดการก่อกลายประเภท ใน Salmonella typhimurium TA98 และ TA100 แต่เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำจากส่วนรากกับหนูเพศเมียขนาด 2.7 และ 13.5 ก./กก. ตรงเวลา 12 เดือน พบความเป็นพิษต่อตับในหนูทดลอง
หลักฐานความเป็นพิษ แล้วก็ยังมีการทำการค้นคว้าเกี่ยววกับการทดสอบความเป็นพิษของเหงือกปลาหมออีกจำนวนมากบอกว่า เมื่อฉีดสารสกัดพืชทั้งต้นด้วยเอทานอล (90%) เข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักร ขนาดที่ทำให้หนูตายเป็นปริมาณครึ่งเดียว (LD50) มีค่ามากกว่า 1 ก./กก. ส่วนสารสกัดใบด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้ ค่า LD50 มีค่ามากยิ่งกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม และสารสกัดจากใบร่วมกับต้นด้วยเมทานอลและก็น้ำ (1:1) ฉีดเข้าท้องหนูถีบจักรเพศผู้เช่นเดียวกัน ค่า LD50 เท่ากับ 750 มิลลิกรัม/กิโลกรัม สารสกัดจากต้นด้วยเมทานอลแล้วก็น้ำ (1:1) ค่า LD50 มีค่ามากกว่า 1 กรัม/กิโลกรัม เมื่อกรอกสารสกัดใบร่วมกับก้านใบ ลำต้น รากแห้ง ด้วยน้ำหรือน้ำร้อน หรือฉีดเข้าท้องของหนูถีบจักร (ไม่เจาะจงขนาด) ไม่นำมาซึ่งพิษ รวมทั้งเมื่อกรอกสารสกัดรากแห้งด้วยน้ำให้หนูถีบจักร ในขนาด 0.013 มก./สัตว์ทดลอง ไม่เจอพิษ  ทั้งยังมีการเรียนถึงพิษของเหงือกปลาหมอดอกม่วงแบบกะทันหันแล้วก็แบบครึ่งหนึ่งฉับพลันในหนูประเภทสวิส โดยใช้ส่วนสกัดจากใบและรากแยกกัน ในขนาดความเข้มข้นต่างๆพบว่า สารสกัดดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่มีพิษอย่างกระทันหัน แต่การใช้เหงือกปลาแพทย์ในขนาดสูงๆเป็นระยะเวลาที่ยาวนานอาจก่อให้เป็นผลข้างเคียงต่อระบบทางเท้าเยี่ยวได้ รวมถึงมีการทดลองนำสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอกับ mononuclear cell (PMBC) ของคนในหลอดทดลองโดยใช้สารสกัดอย่างหยาบ พบว่าสารสกัดดังกล่าว ขนาด 100 มคก./มล. เป็นพิษต่อ PBMC (P< 0.05) แม้กระนั้นเมื่อนำสารสกัดหยาบคายมาทำให้ครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์โดยแนวทาง gel filtration (Sephadex G-25) พบว่าสารสกัดครึ่งหนึ่งบริสุทธิ์ที่ได้ไม่เป็นพิษต่อ PMBC ที่เลี้ยงเอาไว้ภายในหลอดทดลองหากแม้จะใช้ในความเข้มข้น 1,000 มคกรัม/มิลลิลิตร
การต้านการฝังตัวของตัวอ่อน ให้สารสกัดเอทานอล (90%) ขนาด 100 มก./กิโลกรัม กับหนูขาวที่ท้อง พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีฤทธิ์ต้านทานการฝังตัวของตัวอ่อน
ข้อแนะนำ/ข้อพึงระวัง หากแม้ในการค้นคว้าทางด้านพิษวิทยารวมทั้งการทดลองความเป็นพิษของเหงือกปลาหมอชนิดดอกสีม่วงและประเภทดอกสีขาว จะส่งผลการศึกษาชี้ว่า ไม่มีพิษแต่อย่างไรก็แล้วแต่ การใช้สมุนไพรเหงือกปลาหมอก็คล้ายกับการใช้สมุนไพรชนิดอื่นซึ่งก็คือ ไม่สมควรใช้ในขนาดรวมทั้งปริมาณที่สูง และใช้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ด้วยเหตุว่าอาจส่งผลให้กำเนิดความผิดปกติหรือผลข้างเคียงต่อระบบต่างๆของร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง

  • เอมอร โสมนะพันธุ์ 2543. สมุนไพรและผักพื้นบ้านกับโรคเอดส์และโรคฉวยโอกาส ในโครงการสัมมนาวิชาการ เรื่อง การดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ด้วยสมุนไพรและผักพื้นบ้าน, 19-21 เมษายน 2543 ณ. ห้องประชุมตะกั่วป่า โรงแรมเจ.บี. อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา หน้า 1-26.
  • Hoult JRS, Houghton PJ, Laupattarakesem P.  Investigation of four Thai medicinal plants for inhibition of pro-inflammatory eicosanoid synthesis in activated leukocytes.  J Pharm Pharmacol Suppl 1997;49(4):218.
  • Ghosh, A. et al. 1985. Phytochemistry, 24(8) : 1725-1727. http://www.disthai.com/
  • จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 2495.
  • เหงือกปลาหมอ.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Nair, A.G.R. and Pouchaname, V. 1987. J. Indian Chem Soc. 64(4) : 228-229.
  • Bhakuni DS, Dhawan BN, Garg HS, Goel AK, Mehrotra BN, Srimal RC, Srivastava MN.  Bioactivity of marine organisms:part VI-screening of some marine flora from Indian coasts.  Indian J Exp Biol 1992;30(6):512-7.
  • Laupattarakesem P, Houghton PJ, Hoult JRS.  An evaluation of the activity related to inflammation of four plants used in Thailand to treat arthritis.  J Ethnopharmacol 2003;85:207-15
  • Bunyapraphatsara N, Srisukh V, Jutiviboonsuk A, et al. Vegetables from the mangrove areas. Thai J Phytopharm 2002;9(1):1-12
  • Minocha, P.K. and Tiwari, K.P. 1981. Phytochemistry, 20: 135-137.
  • ชุลี มาเสถียร ผ่องพรรณ ศิริพงษ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล.  ฤทธิ์สร้างเสริมภูมิคุ้มกันของสารสกัดจากรากเหงือกปลาหมอที่มีต่อ lymphocytes ของคนในหลอดทดลอง.  Bull Fac Med Tech Mahidol Univ 1991;15(2):104.
  • D'Souza L, Wahidulla S, Mishra PD.  Bisoxazolinone from the mangrove Acanthus ilicifolius.  Indian J Chem, Sect B: Org Chem Incl Med Chem 1997;36B(11):1079-81.
  • เหงือกปลาหมอดอกขาว.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Babu BH, Shylesh BS, Padikkala J.  Antioxidant and hepatoprotective effect of Acanthus ilicifolius.  Fitoterapia 2001;72(3):272-7.
  • เหงือกปลาหมอดอกม่วง.สมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานสมุนไพรคณะเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Srivatanakul P, Naka L.  Effect of Acanthus ilicifolius Linn. in treatment of leukemic mice.  Cancer J (Thailand) 1981;27(3):89-93.
  • ปิยวรรณ ญาณภิรัต สุนันทา จริยาเลิศศักดิ์ จงรักษ์ เพิ่มมงคล และคณะ.  การศึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับพิษของสมุนไพรเหงือกปลาหมอในหนูขาว.  วารสารโรคมะเร็ง 530;13(1):158-64.
  • Piyaviriyakul S, Kupradinun P, Senapeng B, et al. Chronic toxicity of Acanthus ebracteatus Vahl. in rat.  Poster Session 6th National Cancer Conference, Bangkok, Dec. 3-4, 2001.
  • Nakanishi K, Sasaki SI, Kiang AK, et al.  Phytochemical survey of Malaysian plants. Preliminary chemical and pharmacological screening.  Chem Pharm Bull 1965;13(7):882-90. 
  •    Jongsuwat Y.  Antileukemic activity of Acanthus ilicifolius.  Master Thesis, Chulalongkorn University, 1981:151pp.
  • Rojanapo W, Tepsuwan A, Siripong P.  Mutagenicity and antimutagenicity of Thai medicinal plants.  Basic Life Sci 1990;52:447-52.


2
ทองพันชั่ง
ชื่อสมุนไพร ทองพันชั่ง
ชื่ออื่นๆ/ชื่อแคว้น หญ้าไก่ (ไทย) ,แปะเฮาะเล่งจือ (จีน-จีนแต้จิ๋ว) , หญ้ามันไก่ , ทองคำพันดุลย์ , ทองคันชั่ง (ภาคกลาง) , มาลีฮ้อมบก (จังหวัดสุรินทร์)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus nasutus (Linn.) Kurz.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Rhinacanthus communis Nees
ชื่อสามัญ   White crane flower
วงศ์   Acanthaceae
ถิ่นกำเนิด ทองพันชั่งเป็นไม้ล้มลุกกึ่งไม้พุ่ม มีบ้านเกิดในประเทศแถบเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร พบทั่วๆไปในประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังเช่น ประเทศ ประเทศอินเดีย เกาะคุณแม่กัสการ์ , มาเลเซีย อื่นๆอีกมากมาย แล้วมีการกระจายจำพวกไปในประเทศเขตร้อนใกล้เคียง เช่น บังคลาเทศ , ประเทศพม่า ,ไทย , อินโดนีเซีย ฯลฯ ส่วนในประเทศไทย มีการนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรและก็เอามาปลูกเป็นไม้ประดับ,พืชที่มีความเป็นสิริมงคลมาตั้งแต่อดีตแล้ว
ลักษณะทั่วไป

  • ต้น ทองพันชั่งมีลักษณะเป็นไม้พุ่มเตี้ยขนาดเล็ก มีความสูงต้นราว 1 - 1.5 เมตร มักแตกหน่อรวมทั้งแผ่กิ่งก้านออกเป็นกอ ลำต้นแล้วก็กิ่งมีขนกระจายทั่วไป กิ่งอ่อนมักเป็นสันสี่เหลี่ยมตามแนวยาว ส่วนโคนของลำต้นแก่นไม้แกนแข็ง
  • ใบ เป็นใบโดดเดี่ยวลักษณะรูปไข่ ปลายใบรวมทั้งโคนใบแหลม ขอบของใบเรียบ หรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ๆและแต่ละคู่ออกสลับทิศทางกัน เนื้อใบบางและก็สะอาด ใบยาว 4 - 6 เซนติเมตร กว้าง 2 - 3 ซม. ใบมีสีเขียวอ่อน
  • ดอก เป็นดอกช่อขนาดเล็ก มีสีขาวออกเป็นช่อสั้นๆตรงซอกมุมใบ มองดอกมีลักษณะเหมือน นกยางกำลังบิน (แต่ชาวจังหวัดสุรินทร์เห็นว่าดอกทองพันชั่งน้ำหนักเหมือนข้าวเม่าเป็นมีกลีบสี่กลีบตกออกคล้ายข้าวเม่า จึงเรียกต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักว่า "ดอกไม้อ็อมบก" มีความหมายว่า ต้นดอกข้าวเม่า) กลีบรองดอกมี 5 กลีบ และมีขน กลีบดอกสีขาวชิดกันตรงโคนเป็นหลอด ยาวโดยประมาณ 2 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 2 กลีบ กลีบขนยาวราวๆ 0.8 เซนติเมตร กว้าง 0.1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกแหลมสั้นๆกลีบล่างแผ่กว้าง 1.5 เซนติเมตร แยกเป็น 3 แฉก โคนกลีบมีจุดประสีม่วงแดง เกสรตัวผู้สีน้ำตาลอ่อน มีสองอันยื่นพ้นปากหลอดออกมาบางส่วน รังไข่มี 1 อัน รูปยาวรี มีหลอดท่อรังไข่เหมือนเส้นด้าย ยาวเสมอปากหลอดดอก ก้านเกสรสั้นติดอยู่ที่ปากท่อดอก
  • ผล มีลักษณะเป็นฝัก กลมยาว แล้วก็มีขนด้านใน มี 4 เมล็ดเมื่อแห้งสามารถแตกได้
การขยายพันธุ์ ทองคำพันชั่งน้ำหนักสามารถขยายพันธุ์ได้ด้วย การเพาะเม็ดและก็นำกิ่งมาปักชำ แต่ในปัจจุบันวิธียอดนิยมแล้วก็มีอัตราการปลูกที่ได้ผลดี คือ กรรมวิธีการเป็นตัดกิ่งแก่ที่มีตาติดอยู่ 2-3 ตา แล้วปลิดใบทิ้งให้หมดหลังจากนั้นตัดบริเวณกิ่งให้เฉทำมุม 45 องศา แล้วปักลงไปในดินที่เปียกแฉะน้ำโดยให้กิ่งเอียงน้อย ทองพันชั่งเป็นพืชที่เกลียดชังร่มเงามากมาย (ต้องการที่ที่มีแสงอาทิตย์ลอดผ่านมารำไร) มักถูกใจที่ดินผสมทรายที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังเฉอะแฉะ และจะต้องรอดูแลการให้น้ำให้ดินชุ่มชื้น รวมถึงจำเป็นต้องคอยกำจัดวัชพืชอยู่เสมอ เนื่องจากหากว่าขาดน้ำหรือถูกแสงอาทิตย์มากเกินความจำเป็นใบจะเป็นจุดเหลืองแล้วค่อยๆแห้งตาย ด้วยเหตุผลดังกล่าวการปลูกจะต้องปลูกลงในฤดูฝน
ส่วนประกอบทางเคมี ใบเจอสารสำคัญเป็น rhinacanthin รวมทั้ง oxymethylanthraquinone รากมี Resin Rhinacanthin (1.9 เปอร์เซ็นต์) มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้ มีเกลือโปตัสเซียส แล้วก็มี Oxymethylanthraquinone นอกจากนั้นยังพบสาร  Quinone, Rutin (quercetin - 3 - rutinoside)
สรรพคุณ ตำราเรียนยาไทยใช้ ใบ และราก  รักษากลาก เกลื้อน ผื่นคัน ใบ รสเบื่อเย็น ดับพิษไข้ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พยาธิผิวหนัง รักษาอาการผมหล่น , ปวดฝี , แก้พิษ , แก้อักเสบ , บำรุงร่างกาย เป็นยาขับเยี่ยว ยาระบาย  ราก รสเบื่อเมา แก้กลากเกลื้อน ผื่นคัน และก็โรคผิวหนังที่เป็นน้ำเหลืองบางจำพวก   รักษาโรคโรคมะเร็ง ดับพิษไข้ แก้พิษงู พยาธิวงแหวนตามผิวหนัง ทั้งยังต้น รักษาโรคผิวหนัง กลากโรคเกลื้อน แก้น้ำเหลืองเสีย ผื่นคัน รักษาโรคมะเร็ง ขับพยาธิตามผิวหนังหรือบาดแผล รักษาอาการโรคไส้เลื่อน ฉี่ไม่ดีเหมือนปกติ ต้น บำรุงร่างกาย รักษาอาการผมหล่นยิ่งกว่านั้นยังใช้ผสมในตำรับยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆรักษาโรคต่อแต่นี้ไปคือ

  • ราก - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษาโรคมะเร็งปอด กระเพาะลำไส้ โรคมะเร็งตามร่างกาย ทำให้ผมดกดำ แก้ไอเป็นเลือด อ้วกเป็นเลือด แก้ริดสีดวงทวาร ดับพิษไข้ รักษาโรคผิวหนัง แก้กระษัย แก้ผมหงอก ผมตก รักษาโรคตับทุพพลภาพ รักษาโรครูมาติซึม รักษาโรคไขข้อพิการ แก้ลมเข้าข้อทำให้ปวดบวมต่างๆขับฉี่ แก้แมงเคียนรับประทานรากผม แก้เหา แก้รังแค
  • ต้น - รักษาโรคผิวหนัง คุดทะราด แก้เม็ดผื่นคัน
  • ต้น - รักษาโรคมะเร็งเนื้องอก รักษามะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะ มะเร็งตามร่างกาย มะเร็งลำไส้ แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง
  • ใบ - แก้แมงเคียนกินรากผม แก้เหา แก้รังแค รักษาโรคผิวหนัง แก้ไข้ แก้ปวดหัวตัวร้อน แก้มะเร็งไช แก้หิดมะตอย รักษาโรคมะเร็ง รักษาวัณโรค แก้หัวใจระส่ำระสาย แก้คลุ้มคลั่ง แก้สารพัดพิษ


นอกเหนือจากนั้นในตำราเรียนบางเล่ม ยังได้พูดถึงสรรพคุณทองคำพันชั่ง โดยไม่ได้ระบุว่าใช้ส่วนใดของพืช หรือส่วนใดในหนังสือเรียนยาร่วมกับสมุนไพรอื่นๆสำหรับเพื่อการบำบัดรักษาโรคต่างๆดังนี้คือ
- รักษาโรคความดันเลือดสูง รักษาโรคมะเร็ง แก้มุตกิตระมองขาว เป็นยาอายุวัฒนะ แก้ผมร่วง รักษาโรคนิ่ว
- แก้เคล็ดขัดยอกชายโครง มือกลยุทธ์ คอกลยุทธ์ แก้มะเร็งในกระเพาะ แก้ฝีประคำร้อย แก้มะเร็งในคอ แก้มะเร็งในปาก แก้ไข้เหนือ แก้จุกเสียด เป็นยาหยอดตา แก้ไอเป็นเลือด แก้บอบช้ำใน แก้นิ่ว แก้โรคผิวหนัง แก้ลมสาร แก้มะเร็งในปอด แก้มะเร็งด้านในและก็ด้านนอก
ทองคำพันชั่งน้ำหนักรักษามะเร็ง ช่วยยับยั้งโรคมะเร็ง ดังเช่นว่า มะเร็งในกระเพาะ มะเร็งในคอ โรคมะเร็งในปาก มะเร็งในปอด เนื่องจากว่าต้นทองคำพันชั่งน้ำหนักมีสารสำคัญเป็น "สารแนพโทควิโนนเอสเทอร์" (Naphthoquinone Ester) ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีการออกฤทธิ์สำหรับในการช่วงยับยั้งมะเร็งเยื่อบุช่องปาก โรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก  มีแถลงการณ์ว่าในประเทศไต้หวันใช้ทองคำพันชั่งเป็นยาพื้นบ้านสำหรับในการเยียวยาเบาหวาน โรคผิวหนัง ความดันเลือดสูง รวมทั้งตับอักเสบ
แบบ/ขนาดการใช้

  • ทาแก้กลากโรคเกลื้อนหรือโรคผิวหนังผื่นคันอื่นๆใช้ใบสดผสมน้ำมันถ่านหินหรือแอลกอฮอล์ 75 เปอร์เซ็นต์ หรือบางทีอาจใช้รากบดเป็นผงแช่แอลกอฮอลล์ 1 อาทิตย์ เอามาทาแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน และผื่นคันอื่นๆใช้ใบหรือรากสด ตำกับน้ำปูนใสผสมพริกไทย พอกแก้โรคผิวหนังเรื้อรัง ขี้กลาก และก็โรคผิวหนังอักเสบ หรือใช้ใบ (สดหรือแห้ง) หรือราก (สดหรือแห้ง) ตำให้รอบคอบ แช่สุราพอท่วมตั้งไว้ 7 วัน นำน้ำยาที่ได้มาทาบริเวณที่เป็นเสมอๆหรือทาวันละ 3-4 ครั้ง ตราบจนกระทั่งจะหาย เมื่อหายแล้วให้ทาต่ออีก 7 วัน เหตุที่จำเป็นต้องแช่ไว้นาน 7 วัน เป็นด้วยเหตุว่าน้ำยาที่ยังแช่ไม่ถึงกำหนดจะมีฤทธิ์กัดผิวหนัง ถ้าหากนำไปทาจะมีผลให้ผิวหนังแสบแล้วก็คันเยอะขึ้น น้ำยาจากรากแห้งกัดผิวมากกว่าใบแห้ง
  • ส่วนน้ำยาจากใบสดไม่กัดผิว ใช้กินเป็นยาด้านใน รักษาโรคมะเร็ง และก็วัณโรคระยะเริ่มต้น


o ใช้ต้น สด จำนวน 30 กรัม ต้มกับน้ำ จำนวนท่วมใบยา ต้มดื่มต่างน้ำ
o ใช้ก้านและก็ใบสด 30 กรัม (แห้ง 10-15 กรัม) ผสมน้ำตาลกรวดต้มน้ำ รักษาโรคปอดระยะเริ่มต้น

  • ช่วยขับฉี่ ให้ใช้ใบสด คั่วให้แห้งเอามาชงเป็นชาใช้ดื่มจะช่วยขับฉี่ได้


การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและก็ยีสต์     ผลการศึกษาเรียนรู้การฆ่าเชื้อรา Trichophyton rubrum ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคกลาก โดยแนวทาง paper disc เทียบกับยาต้านเชื้อรา griseofulvin และก็ nystatin โดยใช้สารสกัดจากใบและก็กิ่ง ด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ และคลอโรฟอร์ม พบว่าสารสกัดด้วยน้ำมีฤทธิ์น้อยมาก ส่วนสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์รวมทั้งคลอโรฟอร์มมีฤทธิ์ต้านเชื้อราก้าวหน้าพอเหมาะพอควร  สารสกัดทองพันชั่งน้ำหนักด้วยเมทานอล ไดคลอโรมีเทนรวมทั้งเฮก เซน มีผลยั้งเชื้อรา Epidermophyton floccousm, Microsporum gypseum, Trichophyton mentagrophytes และ T. rubrum ที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคผิวหนัง เมื่อทดสอบบนจานเลี้ยงเชื้อ   สาร rhinacanthin C, D แล้วก็ N ซึ่งแยกจากใบเมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา บนจานเลี้ยงเชื้อ  พบว่าสารดังกล่าวมาแล้วข้างต้น 3 ประเภท สามารถต้านทานเชื้อราที่ทำให้มีการเกิดโรคทางผิวหนัง อาทิเช่น  Trichophyton rubrum, T. mentagrophytes และ Microsporum gypseum  ได้ โดยที่สาร rhinacanthin C มีฤทธิ์แรงที่สุด  สารสกัด RN-A แล้วก็ RN-B ซึ่งเป็นกลุ่ม sesquiterpenoid จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก มีลักษณะส่วนประกอบคล้ายกับสาร pyrano-1,2-naphthoquinones  สามารถฆ่าสปอร์ของเชื้อรา  Pyricularia oryzae ซึ่งเป็นราที่เป็นสาเหตุของโรคในข้าวเจ้าได้  สาร 3,4-dihydro-3,3-dimethyl-2H-naphtho(2,3-o)pyran-5,10-dione จากทองคำพันชั่งน้ำหนักมีฤทธิ์ต้านเชื้อรา              สาร rhinacanthin C, D และก็ N จากใบทองพันชั่งน้ำหนัก สามารถยั้งยีสต์ Candida albicans ซึ่งเป็นต้นเหตุของการติดเชื้อราในโพรงปากและช่องคลอด
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส  สารสกัดใบทองพันชั่งน้ำหนักด้วยน้ำและก็เอทานอล เมื่อนำมาทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยั้งเชื้อไวรัส Herpes simplex type1 (HSV-1) ซึ่งเป็นสาเหตุของเริม  สาร rhinacanthin C รวมทั้ง D จากต้นทองพันชั่งน้ำหนัก เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านทานเชื้อไวรัส ในเซลล์เพาะเลี้ยง  พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อ cytomegalovirus ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนี่งของการติดเชื้อไวรัสในคนไข้ภูมิต้านทานผิดพลาด  สาร rhinacanthin E และ F จากส่วนเหนือดินของต้นทองพันชั่งน้ำหนัก เมื่อนำมาทดลองฤทธิ์ต้านไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยง พบว่าสามารถยับยั้งเชื้อไวรัสที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดโรคไข้หวัดใหญ่ได้
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษ    สารสกัดต้นทองคำพันชั่งด้วยแอลกอฮอล์ร้อยละ 50  เมื่อป้อนหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาด 10 กรัม/โล ไม่เจออาการเป็นพิษในหนูเม้าส์ ซึ่งขนาดที่ใช้ทดสอบนี้เป็น 3,333 เท่าของขนาดที่ใช้ในแบบเรียนยา
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง   การเก็บมาใช้ ควรเก็บใบและรากจากต้นที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์แข็งแรงได้รับปุ๋ย, แสงแดด รวมทั้งน้ำเพียงพอ กล่าวคือใบไม่มีจุดเหลือง มีสีเขียวสดวาว รวมทั้งควรจะเลือกเก็บจากต้นที่มีอายุเกิน 1 ปี หรือมีดอกแล้ว แล้วก็สำหรับคนที่เป็นโรคหัวใจ โรคหืด โรคโลหิตจาง โรคมะเร็งในเลือด โรคความดันโลหิตต่ำ ไม่ควรรับประทานสมุนไพรทองคำพันชั่งน้ำหนัก
เอกสารอ้างอิง

  • นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. 2530. ก้าวไปกับสุมนไพร เล่ม 3 พิมพ์ครั้งที่ 1.กรุงเทพมหานคร:ธรรกมลการพิมพ์.
  • ทองพันชั่ง.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ทองพันชั่ง.ฐานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • Wu, T.S., Tien, J.J., Yeh, M.Y., and Lee, K.H. 1988. Isolation and cytotoxicity of rhinacanthin-A and - B, Two napthoquinones from Rhinacanthus nasutus. Phytochemistry 27 (12) : 3787-3788.
  • มาโนช วามานนท์ และเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ, บรรณาธิการ. 2530. ยาสมุนไพร สำหรับงานสาธารณสุขมูลฐาน พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก. http://www.disthai.com/
  • ทองพันชั่ง.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่6.คอลัมน์สมุนไพรน่ารู้.ตุลาคม 2522
  • ภโวทัย พาสนาดสภณ.สารออกฤทธิ์ในสมุนไพร (Active Ingradients in Herbs). คอลัมน์ บทความวิชาการ.วารสารวิทยาลัยพยาบาลพระปกเกล้าจันทบุรี.ปีที่ 27 .ฉบับที่1.กันยายน 2558 - กุมภาพันธ์ .2559. หน้า 120-131
  • ทองพันชั่ง.กลุ่มสมุนไพรแก้มะเร็ง.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพฯรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี.
  • โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง. 2531. ทองพันชั่ง : แก้กลาก เกลื้อน สังคัง. ข่าวสารสมุนไพร 32 : 32-35.
  • Wongwanakul, R., Vardhanabhuti, N.,Siripong, P., &Jianmongkol, S. (2013). Effects of rhinacanthin-C on function andexpression ofdrugeffluxtransporters in Caco-2cells. Fitoterapia,89, 80-85.


3
การบูร (Camphor)
การบูรเป็นอย่างไร การบูรเป็นชื่อของต้นไม้ ที่มีผลึกแทรกอยู่สะกดรอยแตกของเนื้อไม้และยังสามารถนำลำต้น,ราก,ใบ มากลั่นหรือสกัดจนได้ผลึกดังที่กล่าวถึงมาแล้วอีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ คำว่า "การบูร" มาจากภาษาสันสกฤตว่า "Karapur" หรือ "มือปูร" ซึ่งมีความหมายว่า "หินปูน" เนื่องจากโบราณเข้าใจว่าผนึกนี้เป็นพวกหินปูนที่มีกลิ่นหอม ต่อมาชื่อนี้เพี้ยนเป็น "กรบูร" รวมทั้งเป็น "การบูร" ในปัจจุบัน (ผู้เขียนเข้าใจว่า ชื่อการบูรนี้คงจะถูกเรียกจากผลึกที่ได้แล้วจึงนำมาตั้งชื่อต้นไม้ที่ให้ผลึก) ส่วนลักษณะของผลึกการบูรนั้น มีลักษณะเป็นผลึกหรือเกล็ดกลมๆเล็กๆแวววาว สีขาวแห้ง มีกลิ่นหอมสดชื่นเย็นฉุน  มักจะจับกันเป็นก้อนร่วนๆแตกง่าย  หากทิ้งเอาไว้ภายในอากาศ  จะระเหิดไปหมด มีรสร้อนปร่าเมา
สูตรทางเคมีและสูตรส่วนประกอบ ผลึกการบูรมีชื่อสามัญว่า Camphor, Gum camphor, Formosan camphor, Laurel camphor เป็นสารประกอบกลุ่มเทอร์พีนที่เจอได้จากต้นการบูรมีความไวไฟ มีชื่อตาม IUPAC ว่า 1,7,7-trimethylbicyclo 2.2.1heptan-2-one และก็มีชื่ออื่นๆเป็นต้นว่า 2-bornanone, 2-camphanone bornan-2-one, Formosa  มีสูตรเคมี C10H16O มีน้ำหนักโมเลกุล 152.23 ความหนาแน่น 0.990 มีจุดหลอมเหลวที่ 179.75 องศาเซลเซียส (452.9 K) จุดหลอมเหลว 204 องศาเซลเซียส (477K) สามารถละลายน้ำได้ และมีสูตรโครงสร้างดังนี้
แหล่งที่มา ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าผลึกการบูรได้มาจากการระเหิดของยางจากเนื้อไม้ของต้นการบูรและผู้กระทำลั้นหรือสกัด ลำต้น ราก ใบ ต้น การบูร ซึ่งมีข้อมูลทางพฤกษศาสตร์ของต้นการบูรเป็น สมุนไพรการบูร มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆว่า การะบูน การบูร (ภาคกึ่งกลาง), อบเชยญวน (ไทย), พรมเส็ง (เงี้ยว), เจียโล่ (จีนแต้จิ๋ว), จางมู่ จางหน่าว (จีนกลาง) เป็นต้น ชื่อวิทยาศาสตร์  Cinnamomum camphora (L.) J. Presl.ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์Camphora camphora (L.) H.Karst., Camphora hahnemannii Lukman., Camphora hippocratei Lukman., Camphora officinarum Nees, Camphora vera Raf., Camphorina camphora (L.) Farw., Cinnamomum camphoriferum St.-Lag., Cinnamomum camphoroides Hayata, Cinnamomum nominale (Hats. & Hayata) Hayata, Cinnamomum officinarum Nees ex Steud., Laurus camphora L., Persea camphora (L.) Spreng.  ชื่อวงศ์ Lauraceae
การบูร เป็นพรรณไม้ท้องถิ่นของเมืองจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน รวมทั้งมีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในแถบ   เมดิเตอร์เรเนียน อินโดนีเซีย ประเทศอินเดีย อียิปต์ แอฟริกาใต้ จาแร่กลีบหิน บราซิล ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศไทย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นทรงพุ่มไม้กว้างแล้วก็ทึบ มีความสูงของต้นได้ถึง 30 เมตร ลำต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางถึง 1.5 เมตร เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาล ผิวหยาบ ส่วนเปลือกกิ่งเป็นสีเขียวหรือเป็นสีน้ำตาลอ่อน ลำต้นรวมทั้งกิ่งเรียบไม่มีขน ส่วนแก่นไม้เป็นสีน้ำตาลปนแดง เมื่อนำมากลั่นแล้วจะได้ "การบูร" ทุกส่วนของต้นการบูรจะมีกลิ่นหอมสดชื่น โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ส่วนที่ของรากแล้วก็โคนต้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเม็ด แล้วก็กระบวนการปักชำ
ใบเป็นใบคนเดียว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 เซนติเมตร ยาว 5.5-15 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน แผ่นใบค่อนข้างเหนียว ข้างบนสีเขียวเข้ม วาว ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 เซนติเมตร ไม่มีขน ตาใบมีเกล็ดซ้อนล้ำห่ออยู่ เกล็ดชั้นนอกเล็กกว่าเกล็ดชั้นในตามลำดับ
ดอกช่อแบบแยกกิ่งก้านสาขาออกตามเป็นกลุ่มบริเวณง่ามใบ ดอกเล็กสีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกสั้นมากมาย กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วง วงละ 3 กลีบ รูปรี ปลายมน ด้านนอกหมดจด ภายในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วง วงละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 แล้วก็วงที่ 2 เบือนหน้าเข้าภายใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 หันหน้าออกภายนอก ก้านเกสรค่อนข้างจะใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน  ต่อมรูปไข่กว้างแล้วก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถว แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิด 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อัน อยู่ภายในสุด รูปร่างคล้ายหัวลูกศร มีขนแต่ไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาวโดยประมาณ 1 มิลลิเมตร ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม ใบตกแต่งเรียวยาว ร่วงง่าย มีขนอ่อนนุ่มผลรูปไข่ หรือกลม เป็นผลมีเนื้อ ยาว 6-10 มม. สีเขียวเข้ม เมื่อสุกกลายเป็นสีดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผลมีเมล็ด 1 เม็ด ออกดอกราวมิถานายนถึงก.ค.ซึ่งการบูรจากธรรมชาตินั้น เป็นผลึกที่แทรกอยู่ในแก่นไม้ของต้นการบูร ที่เกิดอยู่ทั่วๆไปต้น มักจะอยู่ตามรอยแตกของแก่นไม้ มีสูงที่สุดในแก่นของราก รองลงมาที่แก่นของต้น ส่วนที่อยู่ใกล้โคนต้นจะมีการบูรมากกว่าส่วนที่อยู่สูงขึ้นมา ในใบแล้วก็ยอดอ่อนมีการบูรอยู่น้อย และจะมีน้อชูว่าใบแก่  ส่วนการสร้างการบูร จะใช้กรรมวิธีกลั่นด้วยไอน้ำ (ซึ่งบางทีอาจไม่สามารถกลั่นการบูรได้เองด้านในครัวเรือน ด้วยเหตุว่าจะต้องใช้เครื่องใช้ไม้สอยที่เฉพาะ) โดยนำส่วนต่างๆของลำต้นและก็รากการบูรที่แก่เกิน 40 ปี มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแล้วนำไปกลั่น เมื่อกลั่นจนได้น้ำมันหอมระเหย การบูรจะตกผลึกเป็นก้อนสีขาวๆแยกออกมาจากน้ำมันหอมระเหย หลังจากนั้นจึงกรองแยกเอาผลึกการบูร (บางทีอาจเอามาทำให้บริสุทธิ์โดยการระเหิด) การบูรที่ได้นี้เรียกว่า refined camphor หรือ resublimed camphor แต่ว่าในประเทศอเมริกา จะใช้ใบและยอดอ่อนของต้นที่แก่ 5 ปีขึ้นไปแทน แม้จะให้จำนวนการบูรน้อยกว่า แต่สามารถตัดใบและก็ยอดอ่อนมากมายลั่นได้ทุกๆสองเดือน ในตอนนี้การบูรเกือบ 100%ได้จากวิธีการครึ่งสังเคราะห์จากสารเริ่มต้น คือ แอลฟา-ไพนีน (alpha-pinene) ที่ได้จากน้ำมันสน
คุณประโยชน์/สรรพคุณ
ตำรายาไทย: "การบูร"  มีรสร้อนปร่าเมา ใช้ทาเช็ดนวดแก้ปวด แก้เคล็ดบวม ขัดยอก แพลง แก้กระตุก แก้ปวดข้อ แก้ปวดเส้นประสาท แก้รอยผิวหนังแตก แก้พิษแมลงต่อย แล้วก็โรคผิวหนังเรื้อรัง เป็นยาหยุดเชื้ออย่างอ่อน ขับเหงื่อ ขับเสลด ขับฉี่ แก้ไข้หวัด และก็ขับลม บำรุงธาตุ บำรุงกำหนัด ยากระตุ้นหัวใจ บำรุงหัวใจ ใช้เป็นส่วนผสมในยาหอมต่างๆอาทิเช่น ยาหอมเทวดาจิตร ยิ่งกว่านั้นยังใช้แก้อาการชักบางจำพวก ใช้การบูร 1-2 เกรน แก้ปวดขัดตามเส้นประสาท ข้อบวมเป็นพิษ แก้กลยุทธ์บวม เส้นสะดุ้ง กระตุก ขัดยอกพลิก แก้ปวดท้อง ท้องเดิน ขับน้ำเหลือง แก้เลือดลม บำรุงกำหนัด ขับเหงื่อ ขับเสมะหะ บำรุงธาตุ แก้โรคตา กระจัดกระจายลม ขับผายลม เอามาผสมเป็นขี้ผึ้ง เป็นยาร้อน ใช้ทาแก้เพื่อถอนพิษอักเสบเรื้อรัง ปวดยอกตามกล้าม สะบักจม ทรวงอก เจ็บปวดรวดร้าวตามเอ็น โรคปวดผิวหนัง รอยผิวแตกในช่วงฤดูหนาว แก้พิษสัตว์กัดต่อย วางในห้องหรือตู้ใส่เสื้อผ้าไล่ยุงและก็แมลง
          บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้เริ่มแรก ตามประกาศคณะกรรมการปรับปรุงระบบยาแห่งชาติ ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ปรากฏการใช้การบูร ร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ ในยารักษาหลายกลุ่มอาการ ดังเช่นว่า  "ยาธาตุบรรจบ" มีสรรพคุณของตำรับ ใช้บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ แล้วก็อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องร่วงที่ไม่ติดโรค เป็นต้น, ตำรับ "ยาแก้ลมอัมพฤกษ์" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ของตำรับสำหรับเพื่อการทุเลาอาการปวดตามเอ็น กล้ามเนื้อ มือ เท้า ตึงหรือชา ตำรับ "ยาประสะไพล" มีส่วนประกอบของการบูรร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณของตำรับสำหรับเพื่อการรักษาเมนส์มาไม่บ่อยนักหรือมาน้อยกว่าปกติ ทุเลาลักษณะของการปวดเมนส์  แล้วก็ขับน้ำคาวปลาในหญิงข้างหลังคลอดลูก
ในทางการแพทย์แผนปัจจุบันพบว่าการบูรดูดซับทางผิวหนังได้ดิบได้ดี แล้วก็รู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล มีฤทธิ์เป็นยาชาและก็ต้านทานจุลชีวันอย่างอ่อนๆใช้ทาเฉพาะที่แก้กลยุทธ์บวม ขัดยอก พลิก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย รวมทั้งโรคผิวหนัง นอกนั้นยังมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง นอกจากนั้นยังมีการนำการบูรมาใช้ประโยชน์อื่นๆอีกอย่างเช่น

  • ช่วยแก้รอยผิวหนังแตกในช่วงฤดูหนาว
  • การบูรเมื่อเอามาวางในห้องหรือตู้เก็บเสื้อผ้าจะสามารถช่วยไล่ยุงและก็แมลง และยังนำมาผสมเป็นตัวขจัดกลิ่นอับในรองเท้าได้อีกด้วย
  • กิ่งรวมทั้งใบสามารถนำมาใช้แต่งกลิ่นของกินและของหวานได้ เป็นต้นว่า สินค้าเกี่ยวกับเนื้อสัตว์ ไส้กรอก เบคอน ข้าวหมกไก่ ลูกกวาด แยม เยลลี่ เครื่องดื่มวัวติดอยู่โคลา เหล้า หรือใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องพะโล้ เครื่องแกงมัสมั่น ผงกะหยี คุกกี้ เค้ก อื่นๆอีกมากมาย ใช้แต่งกลิ่นยาและใช้เป็นองค์ประกอบของอาหารประเภทผักดอง ซอส ฯลฯ
การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา

  • รากของต้นการบูรมีน้ำมันหอมระเหย 3% ซึ่งประกอบไปด้วย azulene, cadinene, camphene, camphor, carvacrol, cineol, citronellol, citronellic acid, fenochen, limonene, phellandene, pinene, piperiton, piperonylic acid, safrole และก็ terpineol ส่วนใบของต้นการบูรเจอ camphor แล้วก็ camperol
  • แก่นไม้ของต้นการบูรเมื่อนำมากลั่นด้วยละอองน้ำ จะได้การบูรและน้ำมันหอมระเหยรวมกันราวๆ 1% ซึ่งประกอบด้วย acetaldehyde, betelphenol, caryophyllen, cineole, eugenol, limonene, linalool, orthodene, p-cymol, แล้วก็ salvene
  • ราก กิ่ง แล้วก็ใบ พบน้ำมันระเหยโดยเฉลี่ยราวๆ 3-6% โดยในน้ำมันระเหยจะมีสารการบูรอยู่ประมาณ 10-50% รวมทั้งพบว่าต้นการบูรยิ่งมีอายุมากแค่ไหน จะพบว่ามีสารการบูรมากมายตามไปด้วย โดยเจอสาร ต่างๆดังเช่น Azulene, Bisabolone, Cadinene, Camphorene, Carvacrol, Safrol ฯลฯ
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ศึกษาฤทธิ์ต้านทานการอักเสบในหลอดทดลองของการบูร โดยนำสารสกัดหยาบจากใบการบูร สกัดด้วย 80% methanol แล้วนำสารสกัดที่ได้ มาผ่านการแยกโดยใช้  hexane รวมทั้ง ethyl acetate (EtOAc) จากการทดลองพบว่าสารสกัด hexane และ EtOAc ขนาด 100 g/ml ของการบูร สามารถยับยั้งการผลิตสารที่เกี่ยวเนื่องกับการอักเสบได้แก่  interleukin (IL)-1b, IL-6 รวมทั้ง tumor necrosis factor (TNF-) จากเซลล์แมคโครฟาจ RAW 264.7 cells ของหนู ซึ่งถูกกระตุ้นโดย  lipopolysaccharide (LPS) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติได้ในตอน 20-70% รวมทั้งสามารถยั้งการสร้าง nitric oxide (NO) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ได้ 65% สารสกัดหยาบคายด้วย 80% methanol  และส่วนสกัดย่อย hexane และก็ ethyl acetate สามารถยับยั้งการสร้าง prostaglandin E2 (PGE2) ซึ่งเป็นสารที่เกิดขึ้นในขบวนการอักเสบ ในเซลล์ macrophages ของหนูที่ถูกกระตุ้นด้วย LPS หรือ IFN-gamma ได้ 70% และสารสกัด hexane  รวมทั้ง ethyl acetate ในขนาด 100 g/ml สามารถยับยั้งการกระตุ้น 1-integrins (CD29) ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับการขัดขวางไม่ให้เกิดการจับกลุ่มของโมเลกุล แล้วก็เซลล์ในระบบภูมิต้านทานที่จะมารวมตัวกันรอบๆที่เกิดการอักเสบ โดยสามารถยับยั้งได้ 70-80% เพราะฉะนั้นก็เลยสรุปได้ว่าสารสกัดจากใบการบูรมีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดยเกี่ยวพันกับการหยุดยั้ง cytokine, NO และก็ PGE2
  • ฤทธิ์ยั้งเชื้อแบคทีเรีย การศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการก้าวหน้าของเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli, Staphylococcus aureus (เป็นเชื้อที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร แผล ฝีหนอง แล้วก็อีกหลายระบบในร่างกาย) ของสาร camphor ที่สกัดได้จากต้นการบูร แล้วก็เป็นองค์ประกอบหลักของ essential oil จากต้นการบูร ทดสอบด้วยแนวทาง agar disk diffusion ประเมินผลด้วยการประเมินค่า inhibition zone พบว่า camphor ในขนาดความเข้มข้น 2% สามารถยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อ S. aureus ได้ แม้กระนั้นไม่เป็นผลยั้งเชื้อ E.coli


การเล่าเรียนทางพิษวิทยา การทดลองความเป็นพิษ เมื่อฉีดสารสกัดส่วนที่อยู่เหนือดินของต้นการบูรด้วยเอธานอล-น้ำ เข้าท้องหนูถีบจักรพบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งหนึ่งมากยิ่งกว่า 1 ก./กิโลกรัม เมื่อป้นส่วนที่เป็นไขมันให้หมาในขนาด 5 ซีซี/กก. ไม่พบพิษ
มีแถลงการณ์ว่าการรับประทานการบูร ขนาด 3.5 กรัม ทำให้เสียชีวิตได้ แล้วก็ถ้าเกิดกินเกินทีละ 2 กรัม จะก่อให้หมดสติ และก็เป็นพิษต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และก็สมอง อาการแสดงเมื่อได้รับพิษหมายถึงอ้วก อาเจียน ปวดศีรษะ วิงเวียนหัว กล้ามสั่น กระตุก มีการชัก สมองทำงานบกพร่อง เกิดภาวะงงเต็ก ทั้งนี้
ขึ้นอยู่กับขนาดที่ได้รับ ปกติแล้วร่างกายมีการกำจัดการบูรเมื่อกินเข้าไป ผ่านการเมทาบอลิซึมที่ตับ โดยการบูรจะถูกเปลี่ยนเป็นสารกลุ่มแอลกอฮอล์ โดยการเติมออกซิเจนในโมเลกุล เกิดเป็นสาร campherolแล้วจะจับกับ glucuronic acid ในตับ กำเนิดเป็นสารประกอบที่ละลายน้ำได้ และถูกขับออกทางเยี่ยว แม้กระนั้นแม้ได้รับในจำนวนสูงเกินความจำเป็น ก็จะมีการหลงเหลือจนถึงก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ และไตได้
         การสูดดมการบูร ที่มีความเข้มข้นกลางอากาศมากกว่า 2 ppm (2 ส่วนในล้านส่วน หรือ 2 mg/m3) จะก่อให้เกิดอาการน้อยถึงปานกลาง อย่างเช่น การระคายเคืองต่อจมูก ตา และก็ลำคอ ขนาดที่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพิษรุนแรงต่อชีวิต รวมทั้งสุขภาพเป็น 200 mg/m3ความเป็นพิษของการบูรที่เกิดขึ้นจากการกิน เช่น อาเจียน อ้วก เจ็บท้อง ปวดศีรษะ ชัก หมดสติ หรือบางทีอาจก่อให้เกิดอันตรายถึงชีวิตจากภาวะระบบการหายใจล้มเหลว โดยขนาดของการบูรที่ก่อให้เกิดอาการพิษที่รุนแรง (ชัก หมดสติ) ในคนแก่หมายถึง34 mg/kg
        นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า การกินน้ำมันการบูรในขนาด 3-5 mL ที่มีความเข้มข้น  20% หรือมากยิ่งกว่า 30 mg/Kg จะมีผลให้เสียชีวิตได้ มีรายงาน case report  ระบุไว้ว่า มีเด็กผู้หญิงอายุ 3 ปีครึ่ง ทานการบูรเข้าไป โดยไม่รู้จักขนาดที่รับประทาน  ปรากฏว่ามีอาการชักแบบกล้ามเกร็งทั้งตัวโดยไม่มีการกระตุก (generalised tonic seizures) นาน 20-30 นาที ก่อนจะมาถึงโรงพยาบาล  ผลของการตรวจทางห้องทดลองพบว่า ระดับน้ำตาล ระดับ electrolytes และก็ระดับแคลเซียม มีค่าธรรมดา การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (Electroencephalography (EEG) พบว่ามีค่าปกติ และมีอาการคลื่นไส้ 1 ครั้ง เมื่อมาถึงโรงหมอ พบสารสีขาว และก็มีกลิ่นการบูรร้ายแรงจากการคลื่นไส้
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ ในการรักประทานยังไม่มีข้อมูลที่ยืนยันเด่นชัดว่าควรจะบริโภคการบูรเยอะแค่ไหน ที่จะไม่เกิดอันตรายต่อสภาพทางด้านร่างกายแม้กระนั้นในด้านการสูดดมมีการคำนวณว่าในสารที่ผสมการบูรเสร็จแล้ว ไม่สมควรเกินกว่า 2 ppm ซึ่งมีความหมายว่า มีปริมาณของการบูร 2 มิลลิกรัมในสารละลาย 1 ลิตร ด้วยเหตุดังกล่าวสำหรับเพื่อการใช้การบูรทั้งยัง การรับประทานและการสูดดมความต้องระมัดระวังรวมทั้งใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
ข้อแนะนำ/ข้อควรพิจารณา

  • สตรีมีครรภ์ ไม่สมควรกินการบูร
  • ผู้ที่เป็นโรคท้องผูกริดสีดวงทวารเยี่ยวแสบขัดเป็นเลือดไม่ควรรับประทาน
  • น้ำมันการบูรที่มีสีเหลืองหรือน้ำตาลห้ามใช้ ด้วยเหตุว่ามีความเป็นพิษสูง
  • ความเข้มข้นของกลิ่นการบูรที่มีมากอาจก่อให้เป็นโทษต่อสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปอดและก็ตับได้
เอกสารอ้างอิง

  • (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม). "การะบูน , การบูร".   หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  หน้า 60-62.
  • Chen W, Vermaak I, Viljoen A. Camphor-A Fumigant during the Black Death and a Coveted Fragrant Wood in Ancient Egypt and Babylon-A Review. Molecules. 2013:18;5434-5454.
  • "การบูร Camphor Tree". (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).    หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  หน้า 82.
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์Drug Tips.ฉบับที่5 กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า 6-7
  • Narayan LtCS, Singh CN. Camphor poisoning-An unusual cause of seizure. Medical Journal, Armed Forces India. 2012;68:252-253.
  • การบูร.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี http://www.disthai.com/.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์).  "การบูรต้น".  หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  หน้า 72.
  • Gupta N, Saxena G.antimicrobial activity of constituents identified in essential oils from mentha and cinnamomum through gc-ms. International Journal of Pharma and Bio Sciences. 2010;1(4):715-720.
  • การบูร.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.Manoguerra AS, Erdman AR, Wax PM, Nelson LS, Caravati EM, Cobaugh DJ, et al. Camphor poisoning: an evidence-based practice guideline for out-of-hospital management. Clinical Toxicology. 2006;44:357-370.
  • (วิทยา บุญวรพัฒน์). "เกล็ดการบูร (Camphor)". หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.   หน้า 74.
  • การบูร.วิกิพีเดียสารานุกรม
  • Lee HJ, Hyun E-A, Yoon WJ, Kim BH, Rhee M, Kang HK, et al. In vitro anti-inflammatory and anti-oxidative effects of Cinnamomum camphora extracts. J Ethnopharmacology. 2006;103: 208-216.
  • การผลิตการบูรแบบง่าย.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • นันทวัน บุณยะประภัศร,อรนุช โชคชัยเจริญพร.การบูร.สมุนไพรไม้พื้นบ้าน.เล่ม1.พิมพ์ครั้งที่1.กรุงเทพฯ.2539.


4

สรรพคุณกวาวเครือขาวอันน่าทึ่งสามารถรักษาโรคคุณได้
ขายกวาวเครือขาว สตรีที่มีปัญหา สิวฮอร์โมน สิวที่หลัง ผิวมัน ขนดก
สตรีที่เสื่อมอารมณ์ทางเพศ
รับผลิตกวาวเครือขาว สามารถใช้เป็นฮอร์โมนชดเชยในเพศหญิงวัยหมดระดู
สาวประเภท 2 ที่อยากเพิ่มความเป็นผู้หญิง
แคปซูลกวาวเครือขาว ปรับสีผิวให้ขาวขึ้น ทำให้ผิวเต่งตึงลดรอยเหี่ยวย่น มีเลือดฝาด ขาวอมชมพู ผ่อง ออร่า แก้ฝ้า กระ จุดด่างดำ
เพราะเหตุว่า กวาวเครือขาว มีสาร Oestrogenic substance ชื่อ miroestrol,3,14,17,18-B-tetrahydroxy miroestrol ซึ่งมีฤทธิ์ ราวกับฮอร์โมนผู้หญิงที่บริเวณทรวงอกของผู้หญิงนั้น จะมีตัวรับ ( Receptor ที่เหมาะสมให้สาร Oestrogenic substance ไปจับอยู่ด้วยเหตุนี้เมื่อกินกวาวเครือขาวที่มีสารที่มีฤทธิ์นี้เข้าไป ก็จะไปจับกับบริเวณที่มีตัวรับพอดิบพอดีขายส่งกวาวเครือขาวโดยเฉพาะหญิง เป็นเหตุให้เกิดขายกวาวเครือขาว[/url] การสะสมไขมัน แล้วก็น้ำเพิ่มขึ้น ในบริเวณนั้น และ ทำให้กระชับได้รูป รวมทั้งพบว่า การกินต่อเนื่องขั้นต่ำ 5 เดือนขึ้นไป เซลล์ไขมันรวมทั้งกล้ามเนื้อรับประทานหน้าอกจะน้อยลงน้อยมาก ทั้งที่ รีเซปเตอร์บริเวณเต้านมสตรีจะมีไม่เท่ากันในแต่ละบุคคล ทำให้ผลที่ได้ เร็ว ช้า มาก น้อย ไม่เหมือนกัน รวมทั้ง จะเท่าที่ธรรมชาติของแต่ละคนที่สร้างได้เพียงแค่นั้นซึ่งในตอนนี้กวาวเครือขาวใน ต้นแบบขายกวาวเครือขาวรับประทาน ได้จริง รวมทั้งต้องเป็นของจริง และใหม่สดจริง บรรเทา แก้อาการหมดแรง อ่อนเพลียของร่างกาย ทำให้นอนหลับสบาย รับผลิตกวาวเครือขาวช่วยบำรุงรักษาสมอง ช่วยทำให้ความจำสำหรับคนที่ผอมบาง เมื่อรับประทานกวาวเครือขาวจะช่วยให้มองอ้วนบริบูรณ์ขึ้น
ขายกวาวเครือขาว สามารถช่วยบรรเทาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าตามร่างกายมีส่วนช่วยลดแล้วก็รักษาอาการ vasomotor (อาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออกช่วงเวลาค่ำคืน)สำหรับคนที่เคยมีบุตรแล้วจะช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับขึ้น และก็ช่วยลดปัญหาพุง สะโพก ต้นขาลายได้สำหรับคนที่มีบุตรยาก เชื่อว่าจะก่อให้มีลูกง่ายขึ้น
แคปซูลกวาวเครือขาว ที่มีประสิทธิภาพในทางคลีนิค สามารถใช้ชดเชยฮอร์โมนเพศหญิงในวัยหมดประจำเดือนได้ รวมทั้งมีทิศทางว่าจะใช้ประโยชน์ขายส่งกวาวเครือขาวรวมถึงรักษาอัลไซเมอร์ได้ เพราะว่าศึกษาค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากกวาวเครือทำให้มีการเกิดการงอกใหม่ของเซลล์สมองได้
ขายกวาวเครือขาว ขายส่งกวาวเครือขาว
รับผลิตกวาวเครือขาว เเคปซูลกวาวเครือขาว
สมุนไพรอื่นๆ
สรรพคุณตรีผลา
ตรีผลา แบบเรียนยาไทย  ผลอ่อน แก้ไข้เพื่อขับเสลด และก็ไข้เจือลม เป็นยาระบาย ยาถ่าย ผลแก้ แก้เสมหะจุกคอ ทำให้เปียกแฉะคอ แก้โรคตา แก้ธาตุกำเริบเสิบสาน บำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้ริดสีดวง แก้ท้องเดินท้องเสีย รักษาโรคท้องมาน เมล็ดในแก้บิดแก้บิดมูกเลือด ประเทศพม่า ใช้ผลแห้งรักษาอาการไอ รวมทั้งโรคตา ในอินโดจีน ใช้เป็นยาฝาดสมาน และยาบำรุง ผลสดเป็นยาถ่ายหนังสือเรียนยาไทย ผลระบายอ่อนๆแก้ลมป่วง แก้พิษร้อนใน คุมธาตุ แก้ลมจุกเสียด ทราบผายธาตุ ทราบระบายทราบอึ ถ่ายพิษไข้ คุมธาตุในตัวเสร็จ แก้ไข้เพื่อเสมหะ ผลอ่อน มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ขี้ ทราบถ่ายรู้ปิดเอง แก้ลมจุดเสียด อ้วก แก้สะอึก แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วงเรื้อรัง ทำเป็นยาชงใช้อมล้างคอแก้เจ็บคอ เมล็ด รสขม ทำให้เจริญอาหาร
สรรพคุณเห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ มีสารที่มีผลต่อการบำบัดรักษาโรคหลากหลายประเภท แบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ๆเป็น สารประเภทที่ละลายน้ำ 30% สารละลายอินทร์ 65% และสาระเหย 5% มีประโยชน์สำคัญอาทิเช่น polysaccharide, triterpenoids, Germanium, Ganoderic, Essence รวมถึงวิตามินรวมทั้งแร่ธาตุ ซึ่งช่วยสร้างภูไม่ต้านทางโรค ต้านโรคมะเร็ง บำรุงตับ บำรุงสมองและก็ระบบประสาท ปรับสมดุลให้แก่ร่างกาย เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายเพราะมีความปลอดภัยสูง โพลีแซคคาไรค์ (polysaccharide) เป็นสาระสำคัญในเห็ดหลินจือที่จะช่วยสร้างเสริมรูปแบบการทำงานของร่างกาย เป็นกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง ต่อต้านมะเร็ง คุ้มครองปกป้องการลุกลามของเซลล์มะเร็ง ช่วยทำให้ปรับปรุงหลักการทำงานของตับอ่อน ปรับระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยขจัดพิษ แม้กระนั้นเพราะเหตุว่า polysaccharide มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนอาจก่อให้ย่อยยากควรต้องรับประทานวิตามินซีหรืออาหารที่มีวิตามินซีสูง เพื่อช่วยสำหรับการดูดซับสาร polysaccharide เข้าสู่ร่างกายเยอร์มาเนียม (Germaniuum) ในดอกเห็ดหลินจือมีเยอร์มาเนียมมากถึง 800 - 2000 ppm สารเยอร์มา - เนียมมีสาระต่อสุขภาพดังต่อไปนี้

  • ออกซิเจนในเลือด 4. รักษาโรคมะเร็ง
  • กระตุ้นภูมิต้านทานของร่างกาย 5. ทำให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น
  • สมอง บำรุงประสาท 6. กำจัดสารพิษ บำรุงตับ รักษาตับ


สามเทอร์ปีนป่ายอยด์ (Tritepenoids) มีสาระต่อสถาพทางร่างกายดังต่อไปนี้

  • ต้านทานโรคมะเร็ง 4. ลดโคเลสเตอรอล ปรับไขมันในร่างกายให้ปกติ
  • ควบคุมระดับความดันเลือดให้ธรรมดา 5. เสริมสร้างระบบการทำงานด้านการย่อยอาหารให้ดียิ่งขึ้น
  • ควบคุมภูมิแพ้ 6. กระตุ้นรูปแบบการทำงานของเม็ดเลือดขาว


สารกาโนเดอริก (Ganoderic Essence) ช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในเส้นโลหิตและก็ปกป้องการ
ตันของไขมันด้านในเส้นเลือด
คุณประโยชน์ ดอกดาวเรือง
ดอกดาวเรือง [/b]รสขม ฉุนน้อย ใช้ละลายเสมหะ, แก้วิงเวียน, ตาแดง, ลดไข้, บำรุงตับ, แก้ร้อนใน,ไอหวัด,โรคไอกรน, เต้านมอักเสบ, เป็นแผลมีหนอง, บำรุงสายตาใบ รสเปียกแฉะเย็นมีกลิ่นฉุน ใช้แก้ฝีหนอง อาการบวมโดยไม่เคยรู้ต้นเหตุ,ลดการต่อว่าเชื้อ น้ำมันหอมระเหย มีสรรพคุณแก้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืด เป็นลม สามารถคุ้มครองผิวแห้ง ผิวแตกลาย บำรุงผิว บำรุงเส้นผม
ราก มีรสขมเผ็ดเล็กน้อย มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอดแล้วก็ตับ ใช้เป็นยาระบายน้ำคั้นจากใบใช้แก้อาการหูเจ็บ ปวดหู ช่วยแก้อาการปวดฟัน ช่วยรักษาปากยุ่ย แผลเน่า ช่วยแก้ลักษณะของการปวดท้อง ใช้เป็นยาขับพยาธิเภสัชตำรับของประเทศเม็กซิโก เคยใช้ดอกรวมทั้งใบต้มน้ำกินใช้ขับลมและก็ขับเยี่ยว  ในอินเดีย น้ำคั้นจากดอกใช้ฟอกเลือดแล้วก็แก้ริดสีดวงทวาร ในบราซิล ใช้ดอกชงน้ำหรือต้นน้ำกิน แก้อาการปวดตามข้อ
คุณประโยชน์ถั่งเช่า
ถั่งเช่า สรรพคุณถั่งเช่าช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ มีฤทธิ์ชูกำลังทางเพศ ช่วยให้อสุจิแข็งแรก เนื่องจากการกินถั่งเช่าจะนำมาซึ่งการทำให้มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศเยอะขึ้น ถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มปริมาณของสเปิร์มในอสุจิได้ โดยจากการเล่าเรียนในผู้ชาย 22 คนพบว่าเมื่อใช้ถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมแล้ว ปริมาณของสเปิร์มในสเปิร์มเพิ่มขึ้น 33% อีกทั้งยังลดจำนวนสเปิร์มที่มีความผิดปกติลงได้ถึง 29% และก็เมื่อเรียนเพิ่มเติมก็พบว่าถั่งเช่าสามารถช่วยเพิ่มความอยากได้ทางเพศได้ 66 - 86% ทั้งยังมีคุณสมบัติสำหรับในการคุ้มครองปกป้องและสร้างเสริมหลักการทำงานของต่อมหมวกไต รวมทั้งเพิ่มช่องทางที่สเปิร์มจะปฏิสนธิได้ช่วยทำให้ปรับลักษณะการทำงานของหัวใจ  ถั่งเช่า มีสรรพคุณช่วยทำให้อัตราการเต้นของหัวใจให้เป็นปกติได้ อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการหัวใจขาดออกสิเจน แล้วก็เพิ่มออกซิเจนให้หัวใจได้เสริมสร้างหลักการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ถั่งเช่ามีสรรพคุณช่วยปรับให้ปรุงหลักการทำงานของระบบภูมิต้านทานให้ปกติ  ช่วยทำให้ร่างกายสร้างเซลล์ภูมิคุ้มกันเยอะขึ้นเรื่อยๆต้านทานโรคมะเร็ง ถั่งเช่าก็ยังมีฤทธิ์สำหรับในการต้านมะเร็ง ขึ้นรถคอร์ไดเซปิน (Codycepin) ที่อยู่ในถั่งเช่านับว่าเป็นสารที่มีความสำคัญสำหรับในการต้านทานการเกิดโรคมะเร็ง คุ้มครองการเกิดรวมทั้งการแพร่กระจายของเนื้อร้ายลดไขมันในเลือด ถั่งเช่ามีสรรพคุณควบคุมระดับไขมันในเลือด ลดคอเลสเตอรอล และก็สามกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคภัยอื่นๆฟื้นฟูลักษณะการทำงานของไต สำหรับผู้เจ็บป่วยโรคไตเรื้อรัง การรับประทานถั่งเช่าจะช่วยทุเลาอาการลง และก็ทำให้สุขภาพไต อีกทั้งยังลดความย่ำแย่ของไตที่เกิดขึ้นมาจากสารพิษตกค้างได้สร้างเสริมลักษณะการทำงานของตับ การกินถั่งเช่าเป็นอาหารเสริมจะช่วยลดผลกระทบจากสารพิษ รวมทั้งคุ้มครองป้องกันการเกิดพังพืดในตับ สารต้านอนุมูลอิสระก็ยังเข้าไปทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นรูปแบบการทำงานของระบบภูมิต้านทาน ลดความเลี่ยงสำหรับการเกิดโรคเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ด้วยบำรุงโลหิต สารที่อยู่ในถั่งเช่าก็ยังช่วยสร้างเสริมแนวทางการทำงานของระบบโลหิต ทำให้ร่างกายสร้างไขกระดูกเยอะขึ้นซึ่งทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแล้วก็เซลล์เม็ดเลือดขาวถูกผลิตในปริมาณที่พอเพียงต่อร่างกายลดระดับน้ำตาลในเลือด ถั่งเช่าถือเป็นสมุนไพรอีกจำพวกที่ช่วยลดน้ำตาลได้ โดยมีการศึกษาเล่าเรียนพบว่าการรับประทานถั่งเช่าวันละ 3 กรัม จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ถึง 95%
คุณประโยชน์ว่านชักมดลูก
ว่านชักมดลูก ยาสมุนไพรพื้นเมืองจังหวัดอุบลราชธานี ใช้ เหง้า ฝนทาแผล แก้พิษสุนัขกัด ตำราไทย เหง้า รักษาเลือดออกมาจากมดลูกหลังคลอด รักษามดลูกอักเสบ แก้ตับอักเสบ แก้เจ็บท้อง ขับน้ำดี รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ดีเหมือนปกติ , ปวดท้องระหว่างมีรอบเดือน ตกขาว ขับน้ำคาวปลา แก้ธาตุทุพพลภาพอาหารไม่ย่อย แก้ริดสีดวงทวาร หัวตำดองดัวยเหล้า กินครั้งละไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะ สำหรับคนคลอดบุตรใหม่ๆแก้เจ็บมดลูก ทำให้มดลูกเข้าอู่หรือเข้าที่เข้าทาง ไม่อักเสบ นิยมนำหัวของว่านชักมดลูกที่เป็นหัวกลมสั้นมาฝานต้มน้ำสำหรับอาบ และดื่ม เพื่อให้สภาพร่างกาย และก็มดลูกฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ส่วนหญิงบางบุคคลในยุคใหม่ไม่ค่อยเจอการอยู่ไฟแล้ว แต่ว่าก็ยังนิยมใช้ว่านชักมดลูก/ว่านทรหดมาต้มน้ำอาบ และดื่มบ่อยๆตลอดระยะเวลา 3 เดือน หรือมากกว่า ว่านชักมดลูกยังช่วยกระตุ้นการย่อยของอาหาร แก้ริดสีดวง แก้โรคไส้เลื่อน รักษาแผลในกระเพาะ ปกป้องโรคมะเร็งประเภทต่างๆลดอาการปวดบวมของแผล และก็ต้านทานการอักเสบของแผล แม้เป็นแผลข้างในจะใช้การต้มน้ำ แม้เป็นแผลด้านนอกอาจใช้ทั้งยังการต้มน้ำกิน ใช้บดทาแผล หรือน้ำสุกล้างทาแผล ช่วยกระตุ้นกรรมวิธีสร้างเซลล์ใหม่ รวมทั้งการซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรือเซลล์บาดแผล ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวแลดูสดใส ช่วยลดคอเลสเตอรอล ช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก กระตุ้นการหลั่งน้ำถุง และก็ช่วยกระตุ้นกระบวนกรย่อยของกิน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ

Tags : ขายกวาวเครือขาว

5

หญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร หญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
บ้านเกิดเมืองนอน  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมานานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของต้นหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศปารากวัย รวมทั้งบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่ชาวพื้นเมืองขว้างรากวัยเรียก คือ kar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle แสดงว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่ชาวพื้นเมืองของปารากวัย แล้วก็บราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน แล้วก็ใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า " มะเตะ" มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบเอเชียพบว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างมากมาย โดยนำไปเป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มต่างๆ  อาทิเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทยหญ้าหวานเริ่มเข้าสู่เมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการเอามาทดลองปลูก ในภาคเหนือ โดยยิ่งไปกว่านั้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดเชียงราย ในตอนนี้อย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค ต้นหญ้าหวานจึงจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีก
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น หญ้าหวาน เป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้แลดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงราวๆ 30-90 ซม. ลำต้นตั้งชัน มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน ห่อหุ้มติดกับแกนลำต้น แกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกโดดเดี่ยวๆเรียงตรงข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น รวมทั้งกิ่ง และก็เหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราวๆ 1-1.5 ซม. ยาว


โดยประมาณ 3-4 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย รวมทั้งโค้งเข้ากลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบดอกไม้มีปริมาณ 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกมีสีขาว ภายในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล และเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวานจะออกดอกทั้งปี ในฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆมีดอกสีขาว
  • ผล ผล สำเร็จแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเมล็ดเดี่ยวหลายชิ้น เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ถูกใจอากาศที่ค่อนข้างเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิประมาณ 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุยหรือดินร่วนปนทรายที่ระบายน้ำได้ดี และพืชชนิดนี้จะเจริญวัยได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 600-700 เมตร
                ด้วยเหตุดังกล่าวจึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ จังหวัดลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ จึงมีการส่งเสริมให้มีการปลูกมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้
หญ้าหวานแพร่พันธุ์ได้ 2 แนวทาง เป็น

  • การเพาะกล้าจากเมล็ด มีข้อดี คือ ทำเป็นเร็ว ลำต้นแตกกิ่งมากมาย ได้ผลผลิตสูง แล้วก็นานหลายฤดู รวมถึงทนต่อโรค และแมลงก้าวหน้า แต่ว่ามีข้อเสียเป็นมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้จำนวนสารให้ความหวานต่ำลงหรือให้ผลผลิตใบลดน้อยลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดีเป็นอดออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่ว่ามีข้อเสียหมายถึงใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย แก่การเก็บเกี่ยวสั้น ผลิตผลให้ต่ำลงยิ่งกว่ากล้าจากเม็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค รวมทั้งแมลง


ในการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บทีแรกได้ 25-30 วัน ข้างหลังปลูก ถ้าเกิดต้นบริบูรณ์พอเพียง จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ราวๆ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ราวๆ 40-60 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งให้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน แล้วก็ได้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาว และก็ฤดูแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะมีอายุเก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ ต้องล้างชำระล้าง และผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งได้เป็น 2 เกรด คือ เกรด Aรวมทั้งเกรด B ถ้าเกิดภาวะใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเผือด จะถูกคัดเป็นเกรด B แต่เกรดของใบไม่มีผลทำให้ความหวานต่างกัน
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอประมาณ 1 ใน 3 ของจำนวนหญ้าหวานแห้งทั้งปวง หญ้าหวานแห้งเกรด A บางทีอาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาราว 150 บาท/กก. แล้วก็ใช้บดเป็นผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในช่วงเดียวกันหรือสูงขึ้นยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานราวจำนวนร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานเหล่านี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่เสื่อมสภาพหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนในการทำอาหาร ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษแล้วก็ปลอดภัยสำหรับในการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ศึกษาค้นพบว่าสารสกัดจากต้นหญ้าหวานประกอบไปด้วยกลุ่มสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) รวมทั้ง อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลกลูโคส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรือบางทีอาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลเหล่านี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของหญ้าหวานมีรสหวาน
โดยสารสำคัญต่างๆที่พบในต้นหญ้าหวานมีหลายแบบ เป็นต้นว่า
- Stevioside มักพบที่สุด 2.0-7.7%
- Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ประมาณ 0.8-2.9%
- Steviol
- Steviolbioside
- Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟ
คุณลักษณะด้านกายภาพ และก็เคมีของ stevioside
- สูตรทางเคมี : C35H60O18
- น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
- จุดหลอมเหลว : 198 ^0C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) รวมทั้งสาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/สรรพคุณ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ไม่นำไปสู่พลังงาน (แคลลอรี่) ในร่างกายอะไร ด้วยความพิเศษของต้นหญ้าหวานนี้  ก็เลยมีคุณประโยชน์และก็คุณประโยชน์ต่างๆล้นหลาม ดังเช่นว่า
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนป่วยโรคเบาหวานนั้นเสี่ยงมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะดื้อรั้นอินซูลิน นอกนั้น ยังมีต้นเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ได้แก่ ไม่ได้รับอินซูลินหรือยารักษาโรคเบาหวาน กินคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป กำเนิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดเชื้อ ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่บางทีอาจมีประโยชน์ต่อผู้เจ็บป่วยเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยที่ศึกษาหัวข้อนี้มากมาย งานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยหนึ่งได้ให้ผู้เจ็บป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 กินสารสกัดต้นหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการวิเคราะห์เลือดหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้เจ็บป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดน้อยลง สอดคล้องกับการค้นคว้าวิจัยอีกชิ้นที่พบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากรับประทานแป้งที่ทำมาจากหญ้าหวาน
นอกจากนั้น การรับประทานหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ที่มีสุขภาพธรรมดาเช่นกัน งานค้นคว้าวิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองรับประทานซูโครส แอสปาแตม และก็หญ้าหวานก่อนกินอาหารมื้อกลางวันและมื้อเย็น ตรงเวลา 3 วัน ผลการศึกษาวิจัยพบว่าคนที่กินหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดรวมทั้งอินซูลินหลังรับประทานอาหารน้อยลงมากยิ่งกว่าผู้ที่กินซูโครสและแอสปาแตมอย่างเป็นจริงเป็นจัง นอกจากนี้ กลุ่มที่กินหญ้าหวานและแอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่รับประทานอาหารอื่นเสริมเติมจากมื้อหลัก เหมือนกันกับงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นที่ทำให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ไม่ได้มีอาการป่วยด้วยโรคเบาหวานหรือมีภาวการณ์น้ำตาลในเลือดสูงได้
อีกทั้งมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียในปากหลากหลายประเภท ก็เลยไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย จึงมีการใช้ ผสมในอาหาร แล้วก็เครื่องดื่ม รวมทั้งผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และก็ช่วยคุ้มครองปกป้องโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะไม่เหมือนกับน้ำตาลซะทีเดียว เพราะว่าสารสตีวิโอไซด์จะมีรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายบางส่วน จะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกจากนี้สารดังที่ได้กล่าวมาแล้วยังเป็นสารที่ไร้ค่าทางของกินอะไร เพราะเหตุว่ามีแคลอรีต่ำมากมายหรือไม่มีเลย และจะผิดย่อยให้กำเนิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แต่จากข้อเสียตรงนี้นี่เองก็นับว่าเป็นจุดแข็งที่เหมาะสมอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิต โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน รวมทั้งโรคหัวใจ
ในขณะนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ดังเช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลี แคนที่นาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และก็มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อยๆหน่วยงานของกินและก็ยาของอเมริกาแล้วก็กรุ๊ปประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนผสมในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2551 รวมทั้ง พ.ศ. 2554 ตามลำดับ เมืองไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต และก็ขายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พุทธศักราช 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พ.ศ. 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์แล้วก็ของกินที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนของกิน ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ชำนาญเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารของหน่วยงานของกินและเกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก แห่งสหประชาชาติ (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินแล้วก็กำหนดค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
รูปแบบ/ขนาดการใช้  จากผลที่เกิดขึ้นจากงานวิจัยของทีมงานวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากต้นหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้โดยสวัสดิภาพคือ 7,938 มิลลิกรัม/กก.(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าเกิดเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะเหตุว่าคนส่วนมากกินกันราวๆ 2-3 ก็ถือว่ามากพอเพียงต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้หญ้าหวานอย่างปลอดภัย คือ ราวๆ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย ถือเป็นปริมาณที่เหมาะสมและไม่หวานมากเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญของอาหารและก็เกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในอาหาร ได้ระบุค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน อย่างไรก็ดีอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงต่อเนื่องกันโดยยิ่งไปกว่านั้นคนที่มีสภาวะโรคไตรวมทั้งตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ หมายความว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบหญ้าหวาน ซึ่งประกอบด้วย สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ โคไซด์ เอ รูบุโซไซด์ รวมทั้ง สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบอาหารต้องมีปริมาณสารในกรุ๊ปสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมยอดไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานของกินและก็เกษตร แล้วก็องค์การอนามัยโลก ที่องค์การสหประชาชาติ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  ในปี ค.ศ.1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska แล้วก็แผนก ได้ออกมาค้นคว้ารายงานศึกษาค้นคว้าของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีจุดบกพร่อง โดยตีพิมพ์ในนิตยสาร Mutagenesis กล่าวว่า ต้นหญ้าหวานไม่เป็นผลกระตุ้นให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) อะไร ทั้งนี้ได้กระทำการทดลองซ้ำอยู่บ่อยครั้ง จากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะมากที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานมีผลน้อยมาก หรือบางครั้งก็อาจจะไม่มีผลเลย แล้วก็ต่อมาก็เลยได้มีการตรวจดูความเป็นพิษพบว่า งานวิจัยโดยมากกล่าวว่าต้นหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็ตามกล่าวว่าหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งอะไร  และยังมีการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเรียนกำหนดถึงกลไกการออกฤทธิ์ภายในร่างกายมนุษย์คือ   กลไกการออกฤทธิ์ของหญ้าหวานคือ สารสกัดของต้นหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลเดกซ์โทรสแล้วก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสชาติความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า รวมทั้งต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้รู้สึกถึงรสขมได้เล็กน้อย  แล้วก็ระบบทางเดินอาหารของคนเราก็สามารถสลายตัวแล้วก็แยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลกลูโคสที่ได้นี้โดยมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวลำไส้เอง จึงมีกลูโคสจากสารสกัดหญ้าหวานเพียงแต่ส่วนน้อยที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต ส่วนสารสตีวิออลและก็สารโพลีแซคค้างไรด์ (Poly saccharides) บางส่วนจะถูกซึมซับไปสู่ร่างกาย และส่วนใหญ่ที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การเรียนรู้ทางพิษวิทยา จากการศึกษาเล่าเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการเล่าเรียน
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในของกินในขนาดต่างๆจนถึง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนถึง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่ร้ายแรงต่อตับ รวมทั้งไต อย่างไรก็ดีมีแถลงการณ์ว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดสูงถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว มีผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) แล้วก็ creatinine ในเลือดสูงขึ้น แม้กระนั้นขนาดดังที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นขนาดที่สูงขึ้นยิ่งกว่าขนาดที่ใช้รับประทานในคนมากประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยเหตุนี้ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในอาหาร เป็นระยะเวลาที่ยาวนานจนถึงตอนนี้ปรากฏว่ามีลักษณะท่าทางทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี ค.ศ. 2009 ประเทศสหรัฐอเมริกาโดย USFDA ได้พิจารณาและก็ประกาศว่า ต้นหญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดต้นหญ้าหวาน โดย Fujita รวมทั้งคณะ (1979), Okumura
และก็คณะ (1978) รวมทั้ง Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli และก็ Bacillus subtilis ผลการทดลอง พบว่า สารดังที่กล่าวถึงแล้วไม่ก่อกลายพันธุ์อะไร
ข้อแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง
แม้ตอนนี้ยังไม่เจอสิ่งที่ไม่อนุญาตใช้หญ้าหวานที่ชัดแจ้ง แม้กระนั้นข้อควรพิจารณาเป็น

  • ไม่ควรบริโภคต้นหญ้าหวานใน ปริมาณที่เกินกว่าที่ระบุในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำรับรองความปลอดภัยการบริโภคจากอย. กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • เลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเครือญาติเดียวกับต้นหญ้าหวาน ตัวอย่างเช่น ดอกต้นเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เพราะผู้ที่แพ้พืชพวกนี้อาจเสี่ยงมีลักษณะอาการแพ้หญ้าหวานได้เช่นกัน
  • ผู้เจ็บป่วยโรคเบาหวานที่กินต้นหญ้าหวานควรจะหมั่นวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมถึงหารือหมอในทันทีหากมีอาการเปลี่ยนไปจากปกติอะไรก็แล้วแต่เนื่องด้วยหญ้าหวานหรือสินค้าที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจจะก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเหลือเกินได้
  • สตรีตั้งท้อง สตรีให้นมลูก และเด็ก ควรขอคำแนะนำแพทย์ก่อนที่จะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • คนซื้อต้นหญ้าหวานบางรายบางทีอาจกำเนิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้าม หรือชาตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์หญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


6

ลูกใต้ใบ
ชื่อสมุนไพร  ลูกใต้ใบ
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น  ต้นหญ้าใต้ใบ,มะขามป้อมดิน,หน่วยใต้ใบ (ภาคเหนือ) ,หญ้าใต้ใบขาว (สุราษฎร์),จูเกี๋ยเช่า (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn.
ชื่อสามัญ Egg woman, Tamalaki, Stonebreaker.
ตระกูล  EUPHORBIACEAE
บ้านเกิด ลูกใต้ใบมีบ้านเกิดเมืองนอนในแถบเขตร้อนต่างๆของโลกทั้งในทวีป อเมริกาใต้ แอฟริกา และก็ทวีปเอเชีย แล้วก็มีการกระจัดกระจายประเภทไปอยู่ในหลายๆประเทศเขตร้อนของภูมิภาคดังที่กล่าวถึงมาแล้ว อาทิเช่น ประเทศเปรู บราซิล ทางตอนใต้ของสหรัฐฯ ประเทศอินเดีย ไทย ประเทศพม่า ลาว ฯลฯ ส่วนในประเทศไทยนั้น ต้นลูกใต้ใบสามารถเจอได้ทั่วทุกจังหวัด ตั้งแต่ในอดีตจนกระทั่งปัจจุบัน โดยพบบ่อยในที่โล่งแจ้งหรือตามรอบๆเงาไม้ต้นในที่แจ้งทั่วไป หรือขึ้นแซมกับพืชที่เกษตรกรปลูก จนกระทั่งต้องถูกกำจัดเหมือนวัชพืชอื่นๆเลยทีเดียว
ลักษณะทั่วไป ลูกใต้ใบ เป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็กจัดอยู่ในตระกูล Euphorbiaceae จีนัส Phyllanthus เหตุที่มีชื่อเรียกว่า ลูกใต้ใบ, หญ้าลูกใต้ใบ หรือ หญ้าใต้ใบ เพราะว่ามีผลขนาด เล็กออกตามซอกก้านใบย่อยและห้อยลงให้มีความคิดเห็นว่าลูกอยู่ใต้ใบ ในประเทศไทยมีไม้ล้มลุกที่ มีลักษณะดังกล่าวมาแล้วข้างต้นคล้ายคลึงกันและถูกเรียกว่าลูกใต้ใบอยู่อย่างต่ำ 5 ชนิดหรือสปีชีส์ (species) ดังเช่น Phyllanthus amarus Schumach. & Thonn., P. debilis, P. niruri, P. urinary Linn (หญ้าใต้ใบ) รวมทั้ง P. virgatus G. Forst. แม้กระนั้นมีรายงานการวิจัยพบว่าลูกใต้ใบประเภท P.amarus Schumach. & Thonn. นั้นเป็นจำพวกที่ให้สารที่มีสรรพคุณทางยามากที่สุด ซึ่งลูกใต้ใบฃนิดนี้มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์ดังนี้

  • ต้นลูกใต้ใบ จัดเป็นไม้ล้มลุก แก่เพียงแต่ปีเดียว มีความสูงโดยประมาณ 10-50 เซนติเมตร แตกกิ่งก้านสาขามากมาย ลำต้นไม่มีขน แล้วก็ทุกส่วนของต้นมีรสขม
  • ใบลูกใต้ใบ ใบเป็นใบโดดเดี่ยวประกอบแบบขนนกเรียงสลับกันชั้นเดียวปลายคี่ มีใบย่อยประมาณ 23-25 ใบ รูปแบบของใบย่อยเป็นรูปขอบขนานปนรูปไข่กลับ โคนใบมนแคบ ส่วนปลายใบมนกว้างของใบเรียบไม่มีขน ใบด้านล่างสีอ่อนกว่าด้านบน ใบมีขนาดกว้างโดยประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและก็ยาวราว


5-10 มิลลิเมตร มีก้านใบสั้นมาก มีหูใบสีขาวนวล ลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายแหลมเกาะติดอยู่ 2 อัน

  • ดอกลูกใต้ใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศ มีขนาดเล็กสีขาว เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.08 เซติเมตร ดอกเพศภรรยามักจะอยู่บริเวณโคนก้านใบ ส่วนดอกเพศผู้มักจะอยู่บริเวณส่วนปลายของก้านใบ มักออกเป็นกลุ่มๆละ 2-3 ดอก โดยดอกตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าดอกตัวผู้ราว 2 เท่า แล้วก็ดอกเดี่ยวๆเกสรตัวผู้มี 3 ก้าน โคนก้านเกสรเชื่อมกันบางส่วน มีอับเรณูแตกอยู่ตามแนวนอน ส่วนกลีบรองและกลีบดอกเป็นรูปไข่ ขอบกลีบมีสีอ่อน
  • ผลลูกใต้ใบ รูปแบบของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น ผิวเรียบมีสีเขียวอ่อนนวล ผลมีขนาดราว 0.15 ซม. โดยผลมักจะติดตามอยู่บริเวณใต้โคนของใบย่อย และอยู่ในบริเวณกลางก้านใบ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเม็ด 1 เมล็ด สีน้ำตาล มีลักษณะเป็นรูปเสี้ยว 1 ส่วน 6 ของรูปทรงกลม มีสันตามแนวยาวทางข้างหลัง และก็มีขนาดเล็กมากมายโดยประมาณ 0.1 เซนติเมตร


การขยายพันธุ์  ลูกใต้ใบเป็นพันธุ์พืชซึ่งสามารถมักพบในที่โล่งรวมทั้งตามขอบไม้ในกลางแจ้งทั่วทุกภูมิภาค โดยยิ่งไปกว่านั้นหน้าฝนก็เลยไม่มีการนิยมนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์อะไร  ส่วนการขยายพันธุ์ของลูกใต้ใบนั้นสามารถเพาะพันธุ์ได้โดยการใช้เม็ด  ในตอนนี้นั้นเมื่อเริ่มมีการตื่นตัวถึงคุณประโยชน์ของลูกใต้ใบที่มีรายงานการวิจัยมารับรองแล้วนั้น  ก็เลยเริ่มมองเห็นมีการเพาะกล้าของลูกใต้ใบมาแล้วก็เกษตรกรก็เริ่มเพาะปลูกลูกใต้ใบเพื่อมากยิ่งขึ้นกว่าอดีตกาล
องค์ประกอบทางเคมี ส่วนประกอบทางเคมีของลูกใต้ใบจะประกอบไปด้วยสารแทนนิน (Tannins), ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids), ลิกแนนส์ (Lignans), ไกลโคไซด์ (Glycosides), ซาโปนิน (Saponin) อื่นๆอีกมากมาย  และสมุนไพรลูกใต้ใบยังประกอบไปด้วยธาตุที่สำคัญอีกเช่น  ธาตุโซเดียม 0.86 %, ธาตุโพแทสเซียม 12.84 %,  ธาตุเหล็ก 10.68 %, ธาตุแคลเซียม 6.57 %, ธาตุแมกนีเซียม 0.34 %, ธาตุอะลูมิเนียม 3.92 %, ธาตุฟอสฟอรัส 0.34 %
 
 
 
 
 
 
                                                       ที่มา  :  Wikipedia
สรรพคุณ  ด้านสรรพคุณของลุกใต้ใบนั้นคนประเทศไทยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าลูกใต้ใบสามารถคุ้มครองตับจากพิษของสารเคมี แล้วก็ถูกนำมาใช้เป็นสมุนไพรเพื่อช่วยรักษาคนป่วยที่เป็นมะเร็งตับให้มีอายุยาวขึ้น รวมทั้งยังมีคุณประโยชน์ตามตำรายาไทยอีกหลายแบบดังเช่นว่า ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย  บำรุงธาตุภายในร่างกาย เจริญอาหาร รักษาโรคตา ควบคุมรวมทั้งลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดความดันเลือด แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยรักษามาลาเรีย ช่วยแก้อาการไอ ช่วยแก้หืด ช่วยแก้อาการร้อนในหิวน้ำ ช่วยขับเหงื่อ ขับเยี่ยว ช่วยขับเสมหะ แก้ท้องร่วง  แก้ปวดท้อง  โรคท้องมาน แก้บิด ข้อตกขาวไข้ประจำเดือนของสตรี รักษาไข้ทับประจำเดือน  ช่วยบำรุงสายตา ทำให้สายตาดี แก้ไข้ ลดความร้อน ช่วยลดไข้ทุกประเภท ช่วยแก้พิษตานซาง แก้น้ำเหลืองเสีย  บำรุงตับ รักษาดีซ่าน ยอดอ่อนใช้รักษาอาการปวดข้อ  ปวดกระดูก ลดอาการอักเสบ แก้เริม ฯลฯ
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้

  • แก้ไข้ ให้นำต้นสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำปริมาณ 2 ถ้วยแก้ว แล้วต่อจากนั้นเคี่ยวกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 ถ้วยแก้ว กินครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว
  • รักษาโรคเริม ให้ใช้ลูกใต้ใบประมาณ 5 ใบ ตำผสมกับเหล้าแล้วคั้นเอาแต่เอามา แล้วต่อจากนั้นใช้สำลีชุบน้ำยามาติดตรงที่เป็น
  • รักษาลักษณะของการปวดข้อ ใช้ยอดอ่อนมาต้มกับน้ำแล้วดื่มรักษาอาการปวดกระดูก ปวดข้อ
  • แก้ปวดเมื่อย นำลูกใต้ใบมาล้างน้ำ และสับเป็นชิ้นเล็กๆผึ่งแดดให้แห้ง ต้มใส่หม้อดิน นำมาดื่มแทนชา
  • แก้ไอ นำใบอ่อนของต้นใต้ใบ 1 กำมือ ต้มกับน้ำ 2 แก้ว ต้มจนกระทั่งเหลือน้ำ 1 1/2 แก้วใช้จิบแก้ไอ
  • ขับประจำเดือน นำต้นลูกใต้ใบมาต้มกิน ก็จะช่วยสำหรับปรับสมดุลเลือดลมภายในร่างกาย ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติได้
  • ไข้ทับเมนส์ ให้นำลูกใต้ใบทั้งยัง 5 มาล้างน้ำสะอาด นำมาตำผสมเหล้าขาว คั้นเฉพาะน้ำยามาดื่มทีละ 1 ถ้วยชา
  • บำรุงสายตาให้ใช้ผลต้มดื่มและยังช่วยรักษาโรคตา
  • กำจัดพิษออกมาจากตับ ใช้ต้มดื่มติดต่อกันราวๆ 1 สัปดาห์ คุ้มครองป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายจากพิษต่างๆรวมทั้งช่วยบำรุงตับ


การเรียนทางเภสัชวิทยา  จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยในหลอดทดลองหลายรายงานพบว่าลูกใต้ใบสามารถยับยั้ง DNA poly-merase ของ HBV ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีสำหรับสังเคราะห์ DNA ของเชื้อไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้นว่า สารสกัดเมทานอลจากลูกใต้ใบ (ไม่เจาะจงความเข้มข้น) สารสกัดเมทานอลจากอีกทั้งต้น (ไม่ระบุความเข้มข้น) สารสกัดน้ำจากต้น มีค่า IC50 พอๆกับ 500 มค.ก./มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 75 มค.ก./มิลลิลิตร สารสกัดน้ำจากทั้งต้นมีฤทธิ์อ่ออนสำหรับในการยับยั้ง DNA polymerase ของ HBV มีค่า IC50 พอๆกับ 59 มค.ก./มล. และก็ขนาด 43 มค.กรัม/มล. มีฤทธิ์อ่อนในการยังยั้ง HBV สารสกัดเมทานอลยังมีฤทธิ์ยับยั้ง HBV antigen
สารสกัดน้ำจากทั้งยังต้น ความเข้มข้น 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการแบ่งตัวภายในเซลล์ HBV สารสกัดเอทานอล สารสักดเฮกเซน สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดบิวทานอล แล้วก็สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ขนาด 4 มก./มล. มีฤทธิ์ต้านทาน HBV  antigen โดยสารสัดบิวทานอลมีฤทธิ์สูงสุด รวมทั้งยั้งปฏิกิริยาระหว่า HBs Ag/Hbe Ag ยั้งการสังเคราะห์ DNA ของ HBV และยับยั้งการ expression ของ HBV antigen สารสกัดน้ำจากต้น ความเข้มข้น 0.5 มิลลิกรัม/มล. ทดสอบในเซลล์เพาะเลี้ยง hepatoma cell line HepA2 ที่ถูกทำให้ติดโรค HBV พบว่าสารสกัดจะยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์และกดการผลิต Hbs Ag แม้กระนั้นไม่ลดการผลิต HBsAg gene promotor ซึ่งจะไปกระตุ้น CAT activity สารสกัดน้ำจากใบมีฤทธิ์ยั้งการ expression ของ HBV antigen โดยมี IC50 พอๆกับ 5 มค.ก./มล.
ส่วนการทดลองในสัตว์ทดสอบพบว่าสารสกัดลูกใต้ใบให้ผลสำหรับในการยับยั้งเชื้อ HBV ในสัตว์ทดสอบโดยเมื่อฉีดสารสกัดน้ำจากทั้งยังต้นขนาด 80 มก./กิโลกรัม เข้าท้องหนู G26 transgenic mice จะยั้งการเกิด transcription ในตับหนูโดยลด HBV mRNA รวมทั้งขนาด 100 มค.กรัม/มิลลิลิตร (ไม่เจาะจงกระบวนการบริหารยา) จะลดการเกิด  transgenic เหมือนกัน โดยระดับของ HBs Ag mRNA ในเซลล์ตับลดลง แล้วก็ยับยั้ง expression ของ HBV mRNA
ยิ่งกว่านั้นยังมีผู้ทำการวิจัยแยกสารประกอบกลุ่ม lignan ได้จากสารสกัด ethyl acetate จากลูกใต้ใบซึ่งมี ฤทธิ์ต่อต้านมะเร็งโดยพบว่าไปยับยั้งการแสดงออกของ ยีน Bcl-2 และก็การหยุดยั้งลักษณะการทำงานของ โปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี telomerase ร่วมกับการกระตุ้นการทำงานแสดงออกของ ยีน c-myc และแนวทางการทำงานของ เอนไซม์ caspases ก่อให้เกิดกรรมวิธีตายของเซลล์แบบ apoptosis แล้วก็ยังมีการทำการค้นคว้าทางเภสัชวิทยาต่างๆอีกดังเช่นว่า

  • สารสกัดด้วยเอทานอลของรากลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์สำหรับในการต้านอนุมูลอิสระ แล้วก็ยังสามารถช่วยลด Oxidative stress ได้เมื่อเรียนในหลอดทดลอง ส่วนในสารสกัดแบบชาของลูกใต้ใบก็พบว่ามีสารต้านอนุมูลอิสระเหมือนกัน
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบชนิด P. amarus มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูที่เป็นโรคโรคเบาหวานจากการฉีดสาร Alloxan และก็สารสกัดด้วยน้ำจากใบรวมทั้งเม็ดของ P. amarus ก็มีฤทธิ์ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ด้วยเหมือนกัน โดยมีการตรวจสอบและลองใช้ดื่มน้ำตาลซูโครส 10% ตรงเวลา 30 วันเพื่อทำให้สภาวะน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น แต่ว่าผลการทดสอบก็พบว่าสามารถช่วยลดภาวการณ์โรคเบาหวานได้
  • มีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง สารสกัดด้วยน้ำและแอลกอฮอล์ของลูกใต้ใบจำพวก P. amarus มีฤทธิ์แรงสำหรับการช่วยยับยั้ง HIV-1 โดยเป็นสารออกฤทธิ์ในกรุ๊ป Gallotannin ซึ่งสาร Corilagin, Ellagitannins และ Geraniin นั้นจะมีฤทธิ์แรงที่สุด นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งเชื้อ HIVE ได้ถึง 30% และก็ส่งผลยับยั้งเชื้อ HIVE ทั้งยังใน in vitro และก็ใน in vivo
  • ช่วยป้องกันการเกิดพิษต่อตับของหนูขาวจากการได้รับยาพาราเซตามอล โดยพบว่าการให้ต้มหรือผงของลูกใต้ใบจำนวน 1 ครั้งในขนาด 3.2 กรัม/น้ำหนักตัว 1 โลในหนูทดลอง ก่อนให้พาราเซตามอลเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ส่งผลช่วยลดความเป็นพิษก้าวหน้าที่สุด
  • สารสกัดด้วยเมทานอลของลูกใต้ใบ P. amarus มีฤทธิ์สำหรับการต่อต้านการก่อกลายจำพวกของสาร 2-acetaminofluorene (2-AFF), 4-nitro-O-phenylenediamine, Aflatoxin B1, Sodium azide รวมทั้ง N-methyl-N-nitro-N- nitrosoguanidine เมื่อทำการวิจัยด้วย Ames test ในหนูทดลอง โดยผลการต้านการก่อกลายจำพวกของสารสกัดใน in vitro จะดีมากกว่าใน in vivo


ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันตับของลูกใต้ใบในหนูขาว  การเล่าเรียนในหนูขาวโดยแบ่งหนูขาวออกเป็น 5 กรุ๊ป กรุ๊ปที่ 1 เป็นกรุ๊ปควบคุมให้กินสารละลายกลูโคส (Isocaloric glucose solution) กลุ่มที่ 2 เป็นกรุ๊ปที่ได้รับสารละลายเอทานอล (20% น้ำหนัก/ปริมาตร) ขนาด 5 ก./กิโลกรัม/วัน กลุ่มที่ 3 ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับสารละลายเดกซ์โทรส กลุ่มที่ 4 และก็ 5 เป็นกลุ่มที่ได้รับสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลขนาด 250 รวมทั้ง 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับสารละลายเอทานอลขนาด 5 กรัม/กิโลกรัม/วัน ตามลำดับ นาน 4 อาทิตย์ (เอทานอลให้นาน 3 สัปดาห์) พบว่าเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ได้รับเอทานอลเพียงอย่างเดียว สารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ในหนูกรุ๊ปที่ 4 และ 5 ที่เหนี่ยวนำให้เกิดความเป็นพิษที่ตับด้วย เอทานอลสามารถลดระดับการเกิด lipid peroxidation ได้ 29.10 และ 45.67% เป็นลำดับ และก็ยังสามารถเพิ่มระดับแนวทางการทำงานของเอนไซม์ reduced glutathione (GSH), superoxide dimutase (SOD), catalase (CAT) ในตับ โดยกลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน สามารถเพิ่มระดับหลักการทำงานของเอนไซม์ GSH, SOD แล้วก็ CAT ได้ 27.60, 36.36 และก็ 28.61% เป็นลำดับ ในระหว่างที่กลุ่มที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบขนาด 500 มก./กก./วัน สามารถเพิ่มแนวทางการทำงานของเอนไซม์ดังกล่าวข้างต้นได้ 81.60, 51.03 รวมทั้ง 37.41% เป็นลำดับ รวมทั้งหนูในกลุ่มที่ 4 และ 5 ยังสามารถลดการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี glutathione-S transferase ได้ 28.19 และ 47.99% ยิ่งกว่านั้นยังพบว่าหนูกรุ๊ปที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 250 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน ร่วมกับ เอทานอล (กลุ่มที่ 4) แนวทางการทำงานของเอนไซม์ alanine transaminase (ALT) aspartate transaminase (AST) รวมทั้ง alkaline phosphatase (ALP) ในตับเพิ่มขึ้น 12.68, 42.35 และก็ 40.01% เป็นลำดับ เวลาที่ ALT และก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 41.38 และ 51.90% เหมือนกันกับหนูในกรุ๊ปที่ 5 ที่ได้รับสารสกัดลูกใต้ใบ 500 มก./กิโลกรัม/วัน ร่วมกับเอทานอล ระดับของ ALT, AST และ ALP ในตับมากขึ้น 42.35, 21.63 แล้วก็ 116.9% ในช่วงเวลาที่ค่า ALT แล้วก็ AST ในพลาสมาน้อยลง 51.90 และ 51.20% จากการเรียนสรุปได้ว่าสารสกัดใบของลูกใต้ใบด้วยเมทานอลสามารถป้องกันการเช็ดกทำลายของตับในหนูขาวที่รั้งนำให้กำเนิดพิษที่ตับได้

การเล่าเรียนทางคลินิก การเรียนรู้คนป่วยที่เป็นพาหนะของโรคตับอักเสบบีปริมาณ 78 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 40 คน กรุ๊ปควบคุม 38 คน) สามารถติดตามผลหลังการทดสอบ 1 เดือน ได้เพียง 60 คน (แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 37 คน กรุ๊ปควบคุม 23 คน) กลุ่มทดลองจะรับประทานยาผงลูกใต้ใบอีกทั้งต้นใส่แคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง นาน 30 วัน กลุ่มควบคุมจะกินยาหลอกคือ lactose แทน ใช้การตรวจหา HBs Ag รวมทั้ง HBe Ag ในซีรัมของผู้ป่วยด้วยแนวทาง ELISA
หลังจากทดลอง 1 เดือน พบว่าผู้ป่วยในกลุ่มทดลอง 22 คน ใน 37 คน (59%) ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบ เวลาที่มีผู้ป่วยในกรุ๊ปที่ได้รับยาหลอกเพียง 1 คนแค่นั้น (4%) ที่ตรวจเจอ HBs Ag ในซีรัมได้ผลลบ ในคนเจ็บที่ตรวจพบ HBs Ag ในซีรัมสำเร็จลบใน 1 เดือนแรก จำนวน 22 คน ในกลุ่มทดลอง รวมทั้ง 1คนในกลุ่มควบคุม รวมทั้งเมื่อติดตามการดูแลและรักษาจนถึง 9 เดือน เหลือผู้ป่วยในกลุ่มทดลองเพียงแต่ 1 คน ยังตรวจพบ HBs Ag เป็นผลลบอาทิเช่นเดิมผู้เจ็บป่วยที่เป็นพาหะที่มี HBs Ag และก็ HBe Ag จะส่งผลตอบสนองต่อการดูแลและรักษาน้อยกว่ากลุ่มพาหะที่ไม่มี HBe Ag กลุ่มที่มี HBs Ag และก็ HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหะหลังการทดสอบเพียง 29% (5 ใน 17 คน) รวมทั้งกรุ๊ปที่ไม่มี HBe Ag จะปลอดการเป็นพาหนะข้างหลังการทดลองถึง 85% (17 ใน 20 คน) ส่วนคนเจ็บที่เป็นพาหะที่ได้รับยาหลอก 1 คน ที่ตรวจพบ HBs Ag เป็นผลลบนั้นเป็นพาหะที่เดิมมีเพียง HBs Ag แค่นั้น แล้วก็เป็นพาหะที่ไม่มีอาการ ไม่เจออาการข้างๆในคนป่วยทุกคนสำนักงานศึกษาในครั้งนี้ แม้กระนั้นอย่างไรก็แล้วแต่ภายหลังจากติดตามผลได้ 3 เดือน พบว่าปริมาณผู้ป่วยในกลุ่มทดลองแล้วก็กรุ๊ปควบคุมมีความต่างกันอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติโดยกรุ๊ปควบคุมเหลือเพียง 19 คน เวลาที่กลุ่มทดลองมีถึง 36 คน
ยิ่งไปกว่านี้ลูกใต้ใบยังสามารถลดการอักเสบของตับได้ ดังสำหรับเพื่อการทดลองให้คนเจ็บชายและก็หญิงที่เป็นตับอักเสบเรื้อรัง กินผลจากลูกใต้ใบต้นขนาด 1.5 กรัม/วัน ให้คนไข้ตับอักเสบเรื้อรังทั้งคู่เพศกินต้นลูกใต้ใบ (ไม่เจาะจงขนาด) พบว่าสาร catechin จะลดระดับบิลิรูบินในพลาสมา รวมทั้งลด Bromsulfthalein clearance (BSP clearance) การศึกษาในคนเจ็บตับอักเสบจากเชื้อไวรัส 120 ราย กินยาตำรับของอายุรเวท 4 จำพวก ประกอบด้วยสมุนไพรพลายประเภทและลูกใต้ใบด้วย (ไม่กำหนดขนาดที่กิน) คนไข้ทุกคนมิได้รับยาแผนปัจจุบัน พบว่าคนป่วยส่วนมากจะมีค่า serum glutamic oxaloacetic transaminase (SGOT). Serum glutamic pyruvic transaminase (SGPT) แล้วก็บิลิรูบินลดน้อยลง แล้วก็มีคนป่วย 1 รายที่ตรวจพบ HBs Ag ได้ผลลบ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา

  • การทดลองความเป็นพิษ สารสกัดเซลล์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงด้วยเอทานอล (50%) เมื่อให้หนูถีบจักรกิน พบว่าขนาดสูงสุดก่อนกำเนิดอาการพิษหมายถึง1 ก./กก. สารสกัด 50% อัลกฮออส์จากทั้งต้น เมื่อให้หนูรับประทานหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนัง ขนาด 10 กรัม/กก. ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากพืชต้น เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูถีบจักร ขนาด .01 มก. หรือ 1.8 มก. ไม่เจอพิษ สารสกัดด้วยไดคลอโรมีเทน เอทานอล แล้วก็สารสกัดด้วยน้ำ เมื่อให้เข้าทางกระเพาะหนูถีบจักรในขนาด 500 มก./กิโลกรัม ไม่เจอพิษ สารสกัดน้ำจากอีกทั้งต้นฉีดเข้าช่องท้องลูกเป็ดขนาด 500 มก./กก. ไม่พบพิษ สารสกัดเอทานอล 95% จากต้น เมื่อให้เข้าทางกระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 100 มก./กิโลกรัม นาน 30 วัน ไม่เจอพิษ หนูที่กินสารสกัดจากพืชที่อยู่เหนือดิน (ไม่กำหนดจำพวกของสารสกัด) ขนาด 0.2 มก.วัน ตรงเวลา 90 วัน ไม่พบพิษ เมื่อให้คนแก่ทั้งสิ้นศชาย และหญิงกินลูกใต้ใบขนาด 2.7 ก./วัน ไม่เจอพิษ คนแก่รับประทานพืชส่วนที่อยู่เหนือดินขนาด 1.5 ก.ไม่เจอพิษ และเมื่อให้เด็กกินพืชต้น (ไม่กำหนดขนาดที่รับประทาน) ไม่เจอพิษ


ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่กำหนดจำพวกและขนาดของสารสกัด) เมื่อให้เข้าทางช่องท้องหรือฉีดเข้าใต้ผิวหนังของหนูถีบจักรและก็หนูขาว ทำให้มีการเกิดวิธีซัก ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่ระบุชนิดและขนาด) มีฤทธิ์ลดอัตราการเต้นรวมทั้งบีบตัวของหัวใจกบ หนูขาว และก็หนูถีบจักร ส่วนสกัดของสารสกัด (ไม่กำหนดชนิดและขนาด) มีฤทธิ์ลดระดับความดันในหมา

  • ผลต่อระบบสืบพันธุ์ เมื่อให้หนูถีบจักรเพศผู้ รับประทานสารสกัดอัลกอออล์จากทั้งยังต้น ขนาด 100,250,400 รวมทั้ง 500 มก./กิโลกรัม จะลดอัตราการมีลูกลง 10,32,52 และก็ 72% เป็นลำดับ รวมทั้งเมื่อให้หนูรับประทานสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วในขนาดสูงเท่ากับ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะลด cauda epididymal sperm counts ลดการเคลื่องที่ของสเปิร์ม ยังยั้ง succinate dehydrogenase ใน epididymis และ testis เปอร์เซ็นต์ของสเปิร์มที่มีชีวิตต่ำลง


เมื่อให้สารสกัดเอทานอล 95% จากทั้งยังต้น ทางสายยางให้อาหารแก่หนูถีบจักรเพศเมีย ขนาด 100 มก./กิโลกรัม นาน 30 วัน จะทำให้หนูมีลูกยาก

  • เป็นพิษต่อเซลล์ สารสกัดน้ำจากทั้งต้น ความเข้มข้น 1 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร,200 มค.กรัม/มล. แล้วก็ 500 มค.ก./มิลลิลิตร เป็นพิษต่อเซลล์ sarcoma (Rous virus) (11), Ca-Hepatocarinoma-G2(7) และก็ cell  line HuH-7 (13) เป็นลำดับ
ข้อแนะนำ/ข้อควรปฏิบัติตาม

  • สตรีตั้งท้องห้ามกินลูกใต้ใบเพราะเหตุว่าลูกใต้ใบมีสรรพคุณสำหรับในการขับรอบเดือนซึ่งอาจจะส่งผลให้ก่อให้เกิดอันตรายได้
  • ลูกใต้ใบมีฤทธิ์ทางเภสัชที่ราวกับยาแอสไพริน ด้วยเหตุดังกล่าวคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับการแข่งตัวของเลือดไม่ควรกิน
  • การใช้สมุนไพรลูกใต้ใบนั้น ไม่สมควรใช้ติดต่อกันนานเหลือเกิน และไม่ควรจะใช้กำเนิดขนาดที่กำหนดในฉลากผลิตภัณฑ์
  • ผู้ที่เป็นโรคตับ โรคไตควรจะขอความเห็นแพทย์ก่อนใช้เสมอ
หนังสืออ้างอิง

  • ศรีพร เหลียงกอบธุระ.ลูกใต้ใบ&ตับอักเสบบี.จุลสารข้อมูลสมุนไพร.
  • รศ.ภกญ.นวลน้อย จูฑะดงษ์.รายงานการวิจัยฤทธิ์ของลูกใต้ใบเฉพาะหน้าที่ไมโตคอนเดรียในตับหนูขาว.สาขาวิชาเภสัชวิทยา สำนักวิชาวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
  • ฤทธิ์คุ้มครองปกป้องตับของลูกใต้ใบในหนูขาว.ข่าวสารการเคลื่อนที่สมุนไพร.ที่ทำการข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ลีทุ่งนา ผู้พัฒนตระกูล, 2530. สมุนไพรไทยตอนที่ 5 . ฝ่ายวิชาพฤกษศาสตร์ป่าดง กองบำรุง กรมป่าไม้, จ.กรุงเทพฯ http://www.disthai.com/
  • Faremi TY, Suru SM, Fafunso MA, Obioha UE.Hepatoprotective potentials of Phyllanthus amarus againt etanol-induced oxidative stress in rats. Food Chem Toxicol.2008;46:2658-64
  • Van Welzen, P., Chayamarit, K. (2007) Euphorbiaceae, in: Santisuk, T., Larsen, K. (Eds.),


Flora of Thailand. Prachachon Co. LTD., Bangkok, pp. 473-507.

  • เต็ม สมิตำหนินันทน์,2544. ชื่อพรรณไม้แห่งเมืองไทย. ส่วนวิชาพฤกษศาสตร์ป่าดง สำนักวิชาการป่าไม้ กรมป่าไม้, กรุงเทพมหานคร.
  • Giridharan, P., Somasundaram, S.T., Perumal, K., Vishwakarma, R.A., Karthikeyan, N.P., Velmurugan, R., Balakrishnan, A. (2002) Novel substituted methylenedioxy lignan suppresses proliferation of cancer cells by inhibiting telomerase and activation of c-myc and caspases leading to apoptosis. British Journal of Cancer 87: 98-105.


7

พิมเสน (Bomed Camphor)
พิมเสนคืออะไร พิมเสนมีชื่อเรียกหลายชื่อ ได้แก่ ภิมเสน ภีมเสน พิมเสนเกล็ด พิมเสนตรังกานู ประพรมแสน มีชื่อสามัญว่า "Borneo Camphor" แขกประเทศอินเดียในบอมเบย์เรียก "Bhimseni" หรือ "Boras" แขกฮินดูเรียก "Bhimsaini-kapur" หรือ "Barus kapur"  โดยธรรมดาพิมเสนแบ่งออกได้เป็น 2 จำพวกเป็นพิมเสนที่ได้จากธรรมชาติหรือพิมเสนแท้ ชื่อสามัญ Borneol camphorและพิมเสนสังเคราะห์ หรือพิมเสนเทียม ชื่อสามัญ Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนจะมีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆแบนๆมีสีขาวขุ่นหรือออกแดงอ่อนๆ(แม้เป็นพิมเสนบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปแผ่นหกเหลี่ยม) มีเนื้อแน่นกว่าการบูร ระเหิดได้ช้ากว่าการบูร ติดไฟให้แสงสว่างจ้าและก็มีควันมากมาย ไม่มีเถ้าถ่าน ละลายได้ยากในน้ำ ละลายได้ดีในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ พิมเสนมีกลิ่นหอมเย็น ฉุน รสหอม เย็นปากเย็นคอ แต่ก่อนชาวไทยนิยมใช้ใส่เอาไว้ภายในหมากพลูบด
สูตรทางเคมีและสูตรโครงสร้าง พิมเสนแท้ (Borneo Camphor) เป็นสารประกอบอินทรีย์จำพวกไบไซคิก  และเป็นสารกรุ๊ปเทอร์พีน มีสูตรเคมีคือ C10H18O มีชื่อทางเคมีว่า(+)-borneol หรือ endo-2-camphanol หรือ endo-2-hydroxycamphane  มีลักษณะเป็นเกล็ดสีขาว 6 เหลี่ยม มีกลิ่นหอมยวนใจฉุนคล้ายการบูร ติดไฟให้แสงสว่างแรงและมีควันมากมาย ไม่มีขี้เถ้า มีมวลโมเลกุล 154.25                gmd -1 แล้วก็มีความถ่วงจำเพาะเท่ากับ 1.011 มีจุดหลอมตัว 208 องศาเซลเซียส เกือบไม่ละลายน้ำ ละลายได้ในตัวทำละลายประเภทขั้วต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ปิโตรเลียมอีคุณ(1:6) ในเบนซีน (1:5)
 
ที่มา : Wikiperdia
ที่มา พิมเสนธรรมชาติ หรือ พิมเสนแท้หมายถึงพิมเสนที่ได้มาจากการระเหิด (ผู้กระทำลั่นของแก่นไม้โดยธรรมชาติ) ของยางจากต้นไม้ประเภท (เข้าใจว่าตัวต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้มิได้ถูกข้อกำหนดชื่อไทยไว้ ซึ่งในหนังสือเรียนยาแผนโบราณโดยมากก็จะกล่าวถึงแต่ว่าสิ่งที่สกัดได้จากเจ้าพืชต้นใหญ่นี้ว่า พิมเสน เนื่องจากถ้าเกิดเรียกว่าต้นพิมเสนบางทีอาจกำเนิดความสับสน เพราะเหตุว่าต้นพิมเสน นั้นยังซึ่งก็คือพืชอีกประเภท เป็นไม้เนื้ออ่อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Pogostemon cablin (Blanco) Benth. เชื้อสาย Labiatae ซึ่งเจ้าต้นนี้ สกัดได้น้ำมันหอมระเหย ที่ฝรั่งเรียกว่า Patchouli) ซึ่งมีชื่อด้านวิทยาศาสตร์ว่า Dryobalanops aromatica Gaertn. จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE) (ภาษาจีนกลางเรียกว่า "หลงเหน่าเซียงสู้") ซึ่งมักพบในรัฐตรังกานู ประเทศมาเลเซีย ซึ่งพืชชนิดนี้(Dryobalanops aromatic Gaertn.) มีชื่อเรียกหลายชื่อ ดังเช่น Borneo Camphor Tree, Pokok Kapur Barus (มลายู), Pokok Kapurum (อินโดนีเซีย-เกะสุมาตรา), Mahoborn Teak(อินโดนีเซีย-บอร์เนียว) เป็นไม้ขนาดใหญ่ อาจสูงได้ถึง 70 เมตร มีพูพอนใหญ่มาก วัดโดยรอบลำต้นได้ 2-10 เมตร เปลาตรง เรือนยอดเป็นรูปฉัตร มีแขนงใหญ่ ปลายกิ่งตก ยอดทรงแหลม ใบเป็นใบคนเดียว ใบที่อยู่ตอนบนของต้นเรียงสลับกัน ส่วนใบที่อยู่ตอนล่างของต้นออกตรงกันข้าม รูปไข่ เบาๆเรียวแหลมสู่ปลายใบ ขนาดกว้าง 2.5-5 ซม. ยาว 7.5-17.8 ซม. ขอบใบเรียบ ผิวใบเรียบ ก้านใบสั้น ใบอ่อนสีแดงรวมทั้งห้อย ดอกเป็นดอกช่อ ออกที่ปลายกิ่งหรือที่ซอกใบ ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอมสดชื่น กลีบชั้นนอกมี 5 กลีบ ขนาดเท่าๆกัน แข็ง กลีบชั้นในห่อตามทางยาว เกสรตัวผู้มีเยอะแยะ ก้านเกสรติดกันเป็น 2 แถว รวมกันเป็นหลอดยาวกว่าเกสรตัวเมีย เกสรตัวเมียมีรังไข่อยู่เหนือกลีบดอกไม้ มี 3 ห้อง ผลเป็นผลแห้ง ไม่แตก กลีบนอกจะแผ่ออกเป็นปีก มี 1 เมล็ด
พิมเสนสังเคราะห์ หรือ พิมเสนเทียมเป็นพิมเสนที่ได้จากสารสกัดจากต้นการบูร (ชื่อวิทยาศาสตร์ Cinnamomum camphora (L.) Presl. จัดอยู่ในจัดอยู่ในตระกูลอบเชย (LAURACEAE), และก็ต้นหนาด (หนาดหลวง หนาดใหญ่ หรือพิมเสนหนาด ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blumea balsamifera (L.) DC. จัดอยู่ในตระกูลทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) โดยผ่านวิธีทางเคมีวิทยา  ซึ่งพิมเสนที่ได้จากผู้กระทำลั่นพืชประเภทนี้ จีน(แต้จิ๋ว) เรียก "ไหง่เผี่ยง" จึงเรียกกันว่า "Ngai Camphor" หรือ "Blumea Camphor" นิยมใช้กันมากในเกาะไหหลำ
ประโยชน์/คุณประโยชน์ ถึงแม้พิมเสนจะสกัดได้มาจากต้นไม้แม้กระนั้น ตามตำรายาแผนโบราณ จัดพิมเสน เป็นประเภทธาตุวัตถุ ไม่ใข่พืชวัตถุ แพทย์แผนโบราณใช้พิมเสนเป็นยาขับเหงื่อ ขับเสมหะ กระตุ้นการหายใจ กระตุ้นสมองบำรุงหัวใจ ใช้เป็นยาระงับความกระวายกระวน ทำให้ง่วงซึมแก้เคล็ดขัดยอกคลายเส้นการอบสมุนไพรมีพิมเสนเป็นส่วนประกอบในตัวยา พิมเสนซึ่งระเหิดเมื่อถูกความร้อน มีกลิ่นหอมสดชื่น ใช้แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ แก้โรคผิวหนัง ผสมในลูกประคบ เพื่อช่วยแต่งกลิ่น มีฤทธิ์แก้พุพอง แก้หวัดนอกจากนี้ยังผสมอยู่ในยาหม่อง น้ำอบไทย
                ในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์: กำหนด "ตำรับยาทรงจมูก"  เข้าเครื่องยา 17 สิ่ง ใช้ปริมาณเท่าๆกัน และ พิมเสนด้วย ผสมกัน บดเป็นผงละเอียด ใช้จมูกแก้ลมทั้งหลาย ตลอดจนโรคที่เกิดในหัว ตา แล้วก็จมูก อีกขนานหนึ่งเข้าเครื่องยา 15 สิ่ง แล้วก็พิมเสนด้วย บดเป็นผุยผงละเอียด ห่อผ้าบาง ทำเป็นยาดม แก้ปวดหัว เวียนหัว แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และก็ตา ยิ่งไปกว่านี้พิมเสนยังคงใช้เป็นส่วนผสมใน "ตำรับยาขี้ผึ้งบี้พระเส้น" ใช้ถูนวดเส้นที่แข็งให้หย่อนยานได้ และก็ในตำรับ "ขี้ผึ้งขาวแก้พิษแสบร้อนให้เย็น"
การเรียนทางเภสัชวิทยา ชาวไทยพวกเราจะรู้จักพิมเสนกันมานาน แต่เนื้อหาสาระเกี่ยวกับพิมเสนกลับไม่มีให้ค้นคว้ามากสักเท่าไรนัก เพราะว่าต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้ เป็นพืชที่มีเฉพาะถิ่นที่ขึ้นกับเฉพาะในเขตป่าของ เกาะสุมาตรา บอร์เนียว แล้วก็แหลมมลายู จึงทำให้การค้นคว้าวิจัยในต้นไม้จำพวกนี้เป็นไปแบบแคบๆไม่กว้างใหญ่แต่ก็ยังมีตัวอปิ้งข้อมูลทางเภสัชวิทยาของพิมเสนบางฉบับที่มีการเผยแพร่กัน อย่างเช่น

  • สารที่เจอในพิเสนแท้ ยกตัวอย่างเช่น d-Borneol, Humulene, Caryophyllene, Asiatic acid, Dryobalanon Erythrodiol, Dipterocarpol, Hydroxydammarenone2
  • จากการวิจัยทางเภสัชวิทยาฉบับหนึ่งบอกว่า พิมเสนมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อได้หลายอย่าง ได้แก่ เชื้อในลำไส้ใหญ่, เชื้อราบนผิวหนัง, Staphelo coccus, Steptro coccus รวมทั้งยังคงใช้สำหรับในการรักษาอาการปวดเส้นประสาทหรืออาการอักเสบได้เป็นอย่างดี
  • กลไกสำหรับการออกฤทธิ์ของพิมเสนสำหรับเพื่อการลดการอักเสบเป็น กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตบริเวณใต้ผิวหนังบริเวณที่ทา ยับยั้งสารที่ทำให้เกิดการอักเสบจากกลไกของร่างกาย ตัวอย่างเช่น prostaglandin E2,interleukin เป็นต้น ซึ่งการเพิ่มการไหลเวียนของเลือดนี้ จะช่วยทำให้ลดอาการปวดได้เร็วขึ้น

    การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา เหมือนกันกับการเรียนรู้ทางเภสัชวิทยาพิมเสนกับการเล่าเรียนทางพิษวิทยานี้ก็ไม่มีคุณวุฒิกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งบางทีก็อาจจะเนื่องจากการที่ต้นไม้ที่ให้พิมเสนนี้เป็นต้นไม้เฉพาะถิ่น แม้กระนั้นก็มีการเจาะจงข้อกำหนดสำหรับการใช้พิมเสนไว้ว่า ถ้าสูดกลิ่นติดต่อกันเป็นเวลานานบางทีอาจเป็นโทษได้ เนื่องจากสารนี้ส่งผลให้เกิดอาการเคืองบริเวณฟุตบาทหายใจ นอกจากนั้นสารนี้ยังมีฤทธิ์กระตุ้นแล้วก็สงบระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งรวมไปถึงการใช้เกิดขนาดด้วย
    ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ ในแบบเรียนยาไทยระบุไว้ว่า วิธีการใช้พิมเสนสำหรับกิน ให้ใช้ครั้งละ 0.15-0.3 กรัมเอามาบดเป็นผงกับตำราเรียนยาอื่น หรือใช้ทำเป็นยาเม็ด และไม่ควรปรุงยาด้วยวิธีการต้ม ถ้าใช้ภายนอกให้นำมาบดเป็นผงใช้โรยแผลดังที่อยาก ส่วนขนาด/ปริมาณของพิมเสนที่กระทรวงสาธารณสุขของไทยอนุญาตให้ใช้เป็นส่วนประกอบกับตัวยาอื่นๆนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขจะระบุให้ใช้เป็นตำรับๆไป

    คำแนะนำ/ข้อควรตรึกตรอง

  • ห้ามสูดพิมเสนตอดต่อกันเป็นระยะเวลานานด้วยเหตุว่าจะมีผลให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ
  • พิมเสนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางก็เลยไม่สมควรใช้เกินขนาดที่กำหนด
  • สตรีตั้งท้องห้ามกินพิมเสน
  • การเก็บพิมเสนต้องเก็บไว้ในภาชนะที่มีฝาปิดอย่างมิดชิด ควรที่จะเก็บเอาไว้ภายในที่แห้งและก็มีอุณหภูมิต่ำ


อนึ่งในขณะนี้พิมเสนแท้แทบจะไม่มีแล้ว เนื่องจากมีราคาแพง ส่วนใหญ่จึงใช้พิมเสนสังเคราะห์ ซึ่งได้มาจากปฏิกิริยารีดักชันของการบูร (dl-camphor) ได้เป็น (dl-borneol) ก็คือ พิมเสนเกล็ดขาวๆที่เห็นกันโดยธรรมดา จึงเรียก พิมเสนเทียมนี้ ว่า "พิมเสนเกล็ด" Borneolum Syntheticum (Borneol) ซึ่งพิมเสนสังเคราะห์ (หรือพิมเสนเทียม)นี้ชอบมีรสเผ็ดกัดลิ้น ถ้าเป็นของหากแม้จากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้นแต่ว่าจะก่อให้เย็นปากเย็นคอ ควรต้องต้องระมัดระวังในการใช้พิมเสนสังเคราะห์นี้ด้วย
เอกสารอ้างอิง

  • ชยันต์ พิเชียรสุนทร และคณะ, ตำราพระโอสถพระนารายณ์, หน้า 499, พ.ศ. 2544, สำนักพิมพ์อมรินทร์ กรุงเทพฯ
  • ผศ.สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์.พิมเสน.ภาควิชา เภสัชเวทและเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์.หน้า1-3
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  "พิมเสน".  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 386.
  • ชัยนต์ พิเชียรสุนทร และวิเชียร จีรวงส์ 2545 คู่มือเภสัชกรรมแผนไทยเล่ม 2 เครื่องยาพฤกษวัตถุ บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) http://www.disthai.com/
  • พิมเสน.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก.
  • เภสัชจุลศาสตร์ของยาหม่องน้ำ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • นันทวัน กลิ่นจำปา 2545 เครื่องหอมไทย ภูมิปัญญาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชัน จำกัด (มหาชน)
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดม อันตรายหรือไม่.จุลสารคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.คอลัมน์ Drug Tips.ฉบับที่5กรกฎาคม-กันยายน 2555.หน้า6-7



Tags : พิมเสน

8

น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)
น้ำมันระกำคืออะไร  น้ำมันระกำ เมทิลซาลิไซเลต (Methyl salicylate หรือ Wintergreen oil หรือ Oil of wintergreen) เป็นสารอินทรีย์ในธรรมชาติเจอได้จากพืชหลายชนิดโดยเฉพาะพืชในกรุ๊ปวินเทอร์กรีน (Wintergreen) รวมทั้งพืชอีกหลายประเภทที่ผลิต เมทิลซาลิไซเลต ในจำนวนบางส่วน ดังเช่นว่า

  • สปีชี่โดยมากของวงศ์ Pyrolaceae โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสกุล Pyrola
  • บางสปีชี่ของสกุล Gaultheria ในตระกูล Ericaceae
  • บางสปีชี่ของสกุล Betula ในสกุล Betulaceae โดยยิ่งไปกว่านั้นในสกุลย่อย Betulenta


แต่ว่าในตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ สามารถสังเคราะห์สารเมทิลซาลิไซเลตแบบที่เจอในน้ำมันระกำได้เหมือนกัน แล้วก็ถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตน้ำหอม ของกิน เครื่องดื่ม รวมทั้งยาในบ้านพวกเรา น้ำมันระกำมักถูกเอามาเป็นส่วนประกอบของ ครีม ขี้ผึ้ง น้ำมันทาถูนวด สำหรับลดลักษณะของการปวดของกล้ามและปวดข้อ ซึ่งสารเมทิลซาลิไซเลตในน้ำมันระกำมักใช้ได้ผลในด้านดีกับลักษณะของการปวดประเภทเฉียบพลันไม่ร้ายแรง แม้กระนั้นลักษณะของการปวดชนิดเรื้อรังจะได้ผลน้อย
สูตรเคมีแล้วก็สูตรโครงสร้าง น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) เป็นสารอินทรีย์ในสูตรส่วนประกอบมีกลุ่ม เอสเทอร์ (Esters) วงแหวนเบนซินที่สามารถดูดรังสีอุลตร้าไวโอเลตได้ เป็นองค์ประกอบหลักและมีชื่อทางเคมีตาม IUPACหมายถึงmetyl 2-hydroxybenzoate มีสูตรเคมี C6H4(HD)COOCH3 มีน้ำหนักโมเลกุล 152.1494g/mal มีจุดหลอมเหลวที่ -9 องศาเซลเซียส (oC) จุดเดือดอยู่ที่ 220-224 องศาเซลเซียส  (oC) สามารถติดไฟได้ และก็สามารถละลายได้ดีในแอลกอฮอลล์ กรดอะสิตำหนิก อีเทอร์ ส่วนในน้ำละลายได้น้อย
 
 
 
 
                สูตรโครงสร้างทางเคมีของเมทิลซาลิไซเลท
                           ที่มา : Wikipedia                                   ที่มา : Brahmachari (2009)                                                 
 
 
ที่มา/แหล่งที่เจอ น้ำมันระกำ หรือ เมทิลซาลิไซเลต ในสมัยก่อนนั้นสามารถสกัดได้จากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่ในปัจจุบัน เมื่อแวดวงวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้น นักวิทยาศาสตร์ก็เลยสามารถสังเคราะห์ขึ้นมาได้ ที่สามารถแยกต้นเหตุของน้ำมันระกำได้คือ

  • ได้มากจากธรรมชาติ จะได้มาจากผู้กระทำลั่นใบของต้นไม้ชนิดหนึ่งที่มี ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gaultheria procumbens Linn. ชื่ออังกฤษ wintergreen, Checkerberry, Teaberry Tree, อยู่ในวงศ์ ERICAEAE ลักษณะ เป็นไม้พุ่มเล็กๆแผ่ไปตามดิน ยอดจะชูขึ้นสูงโดยประมาณ10-15 ซม. มีอายุเกิน 1 ปี ใบ คนเดียวออกสลับกัน ใบสีเขียวแก่ รูปไข่ ยาว 1-2 ซม. ใบมีกลิ่นหอมยวนใจหวานรสฝาด ดอก สีขาวเป็นรูประฆัง ยาว 5 มม. ออกที่ข้อข้างๆใบ ผล เป็น capsule สีม่วง มีส่วนของกลีบรองกสีบดอก สีแดงสดติดอยู่ ซึ่งในใบจะมีสาร methyl Salicylate อยู่ถึง 99% อย่างยิ่งจริงๆ โดยพืชประเภทนี้เป็นพืชพื้นบ้านของทวีปอเมริกาเหนือแล้วก็
  • ได้มาจากการสังเคราะห์สารเคมี โดยการสร้าง น้ำมันระกำด้านวิทยาศาสตร์ได้จากการสังเคราะห์สารมีชื่อทางเคมีว่า Salicylyl acetate เป็นอนุพันธ์เอสคุณร์ ของ Salicylic acid และ methyl salicylate โดยใช้ปฏิกิริยาคอนเดนเซซั่น ของกรดซาลิไซลิก กับ เมทานอล โดยการทำให้กรดซัลฟิวริกผ่าน esterification กรด Salicylic จะละลายในเมทานอลเพิ่มกรดกำมะถันและก็ความร้อน เวลาสำหรับการทำปฏิกิริยาเป็น 3 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิ 90-100 ^0C เมื่อปลดปล่อยให้เย็นถึง 30 ^0C แล้วใช้น้ำมันล้างด้วยสารละลายโซเดียมคาร์บอเนตที่มีค่า pH 8 ข้างบนแล้วล้างด้วยน้ำ 1 ครั้ง น้ำ. ส่วนการกลั่นด้วยเครื่องสุญญากาศ 95-110 ^0C (1.33-2.0kPa) กลั่นให้ได้เมทิลซาลิไซเลต 80% หรือปริมาณเมทิลเซลิเซียลในอุตสาหกรรมทั่วๆไปพอๆกับ 99.5%

    คุณประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณ
    ผลดีรวมทั้งสรรพคุณของน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate)เป็นใช้เป็นยาหยุดปวดจำพวกใช้เฉพาะที่สำหรับบรรเทาอาการปวดต่างๆที่ไม่ร้ายแรง อาทิเช่น ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อจากภาวะตึงหรือเคล็ด ข้อต่ออักเสบ บอบช้ำ หรือปวดหลัง ฯลฯ โดยยานี้จะช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกเย็นรอบๆผิวหนังในตอนแรก หลังจากนั้นจะค่อยๆอุ่นขึ้น ซึ่งช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากการรู้สึกถึงอาการปวด นอกจากนี้ ยังอาจใช้รักษาโรคอื่นๆตามดุลยพินิจของหมอด้วย  น้ำมันระกำมีกลไกการออกฤทธิ์ โดยตัวยาจะกระตุ้นปลายประสาทที่รับความรู้สึกถึงความร้อน - อบอุ่น ทำให้ร่างกายเกิดการสนองตอบถึงการบรรเทาอาการปวดลดลง ก็เลยทำให้เกิดความรู้สึกถึงฤทธิ์การดูแลและรักษาตามคุณประโยชน์ ในการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชยังพบอีกว่าน้ำมันระกำสามารถปรับปรุง ต้านการปวดบวมแล้วก็อักเสบ แถมมีฤทธิ์เป็นยาชาแบบอ่อนๆและมี pH เป็นกรด ค่อนข้างแรง รวมทั้งมีโมเลกุลแบบ BHA ด้วย มีฤทธิ์เป็นยาปฏิชีวนะแบบอ่อนๆทำให้ทำลายแบคทีเรียที่ผิวหน้าได้มักใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา แอสไพริน ซาลิโซเลต แล้วก็ยาฆ่าเชื้อ
                    ยิ่งไปกว่านี้ยังใช้เมทิลซาลีไซเลตในอุตสาหกรรมอื่นๆอีกเป็นต้นว่า เป็นส่วนผสมในสินค้าต่างๆดังเช่นว่า ยาสีฟัน แป้งฝุ่น ยาหม่อง อุตสาหกรรมย้อมสี น้ำหอม เป็นต้น
    การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา รายงานทางเภสัชวิทยาของน้ำมันระกำนั้นไม่ค่อยรายงานมากมาย คนเขียนสามารถเก็บมาได้เพียงเล็กน้อยแค่นั้น เช่น กรดซาลิไซลิก มีฤทธิ์ในการต้านทานเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา เชื้อไวรัส ต่อต้านสะเก็ดเงิน โดยสมุนไพรที่เจอกรดซาลิไซลิก จะพบบ่อยในพืชสกุล Salix เช่น สนุ่น willow นอกเหนือจากนี้ยังพบในต้น wintergreen (Gaultheria procumbens) ที่นำมาทำน้ำมันระกำเป็นต้น และก็การใช้น้ำมันระกำ(เมทิลซาลิไซเลต)ทาร่วมกับการรับประทานยาต้านทานการแข็งตัวของเลือดเช่น Warfarin, Dicumarol สามารถทำให้เลือดออกตามร่างกายได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยเหตุนี้แม้แจ้งให้หมอทราบก่อนใช้ยา หมอจะปรับขนาดรับประทานของ Warfarin และ Dicumarol ให้เหมาะสมกับผู้ป่วยเป็นกรณีๆไป

    การเรียนทางพิษวิทยา
    มีรายงานการเรียนความเป็นพิษกระทันหันในน้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) โดยให้ทางปากแก่ตัวทดลอง พบว่าค่า LD50=1110 มก./น้ำหนักตัว (โล) และเมื่อฉีดเข้ากล้ามหนูทดลองพบว่า ค่า LD50=887 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กิโล) สารเมทิลซาลิไซเลตหรือน้ำมันระกำบริสุทธิ์จัดเป็นสารเคมีที่มีพิษ ร่างกายมนุษย์ไม่สมควรได้รับเมทิลซาลิไซเลต เกิน 101 มก./น้ำหนักตัว 1 โล ในปี ค.ศ. 2007 (พุทธศักราช 2550) มีรายงานของนักกีฬาที่วิ่งข้ามประเทศเสียชีวิตเนื่องด้วยร่างกายของเขามีการดูดซับเมทิลซาลิไซเลตมากจนเกินไปด้วยการใช้ยาใช้ภายนอก แก้ปวด เพราะฉะนั้นควรต้องทำความเข้าใจกับลูกค้า/คนเจ็บ โดยยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาใช้ภายนอกเมทิลซาลิไซเลตกับเด็กตัวเล็กๆซึ่งจะมีการเสี่ยงสูงขึ้นยิ่งกว่าผู้ป่วยในกลุ่มอื่นๆซึ่งก่อนจะมีการเลือกใช้เภสัชภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยานี้ควรต้องขอคำแนะนำแพทย์หรือเภสัชกรก่อนจะมีการใช้ยาทุกคราว
    ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ น้ำมันระกำตามท้องตลาดในบ้านพวกเราโดยมากนั้นชอบเห็นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆที่มีส่วนผสมของน้ำมันระกำ หรือ เป็นส่วนผสมของยาเช็ดนวดที่ใช้ทาด้านนอกเป็นส่วนมาก ซึ่งก็มีมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าร่างกายมนุษย์ไม่ควรได้รับเมทิลยาลิไซเลตเกิน 101 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว (กก.) โดยถ้าหากใช้เป็นยาทาก็บางทีก็อาจจะใช้ทาได้ในรอบๆที่ปวดวันละ 3-4 ครั้ง ก็น่าจะพอเพียงแล้ว
    ข้อเสนอ/ข้อควรพิจารณา

  • เพราะเหตุว่าน้ำมันระกำมีฤทธิ์เหมือนแอสไพรินดังนั้นจำเป็นจะต้องแจ้งให้หมอทราบก่อนใช้ยาหากมีประวัติแพ้ยาหรือส่วนประกอบของยาชนิดนี้ แพ้ยาแอสไพรินหรือยาในกรุ๊ปซาลิไซเลต และก็ยาชนิดอื่น อาหาร หรือสารอะไรก็แล้วแต่
  • คนที่อยู่ในตอนให้นมลูกควรหลบหลีกการใช้ทาบริเวณเต้านม
  • ห้ามให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ใช้โดยไม่ได้ขอความเห็นหมอ
  • ห้ามทายานี้ในรอบๆที่เป็นแผลเปิด แผลไหม้
  • หากป้ายยานี้แล้วมีลักษณะอาการแสบร้อนมากขึ้นให้ล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วถูเบาๆเพื่อทำความสะ อาดกำจัดยาออกไป
  • ห้ามป้ายยานี้บริเวณ ตา ของลับ โพรงปาก เนื่องจากยาจะทำให้กำเนิดอาการระคายอย่างยิ่งต่อเนื้อเยื่อเหล่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการใช้เพื่อดมกลิ่น เพราะว่าบางทีอาจก่อการระคายเยื่อเมือกบุฟุตบาทหายใจได้
  • แม้ใช้ยาประเภทครีม เจล โลชั่น ออยล์ ขี้ผึ้ง หรือสเปรย์ ให้ทาบางๆในบริเวณที่มีลักษณะอาการปวด และก็นวดเบาๆให้ยาซึมเข้าสู่ผิวหนัง
  • การใช้ยารูปแบบน้ำหรือแท่ง ให้ทายารอบๆที่มีอาการปวด แล้วนวดช้าๆจนกระทั่งยาซึมลงผิวหนัง
  • การใช้ยาชนิดแผ่นแปะ ให้ลอกแผ่นฟิล์มออก แล้วต่อจากนั้นแปะบริเวณที่มีลักษณะปวดให้แนบสนิทไปกับผิวหนัง โดยใช้วันละ 1-2 ครั้ง ตามอยาก
ส่วนผลกระทบจากการใช้น้ำมันระกำ Methyl Salicylate
อาจทำให้เกิดผลข้างๆ เป็นต้นว่า ผิวระคายเคือง แสบ แดง มีอาการชา รู้สึกปวดคล้ายเข็มทิ่มแทงตามผิวหนัง เกิดภาวะภูเขาไม่ไวเกิน ฯลฯ
อย่างไรก็ดี แม้พบผลข้างเคียงรุนแรงจากการใช้น้ำมันระกำ (Methyl Salicylate) ดังนี้ ควรจะหยุดใช้ยาและไปพบหมอโดยทันที อย่างเช่น

  • มีลักษณะอาการแพ้ยา เช่น เป็นลมเป็นแล้งพิษ หายใจไม่สะดวก หน้าบวม ริมฝีปากบวม ลิ้นบวม คอบวม ฯลฯ
  • มีอาการแสบอย่างรุนแรง เจ็บ บวม หรือพุพองในบริเวณที่ใช้ยา แม้พบอาการดังที่กล่าวมาแล้วให้รีบล้างยาออกก่อนรวมทั้งไปพบหมอทันที
เอกสารอ้างอิง

  • สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.สอบถามเกี่ยวกับสมุนไพร.กระดานถาม-ตอบ
  • Brahmachari, G. 2009. Natural products: chemistry, biochemistry and pharmacology. Alpha Science International Ltd, Oxford. http://www.disthai.com/
  • ต้นน้ำมันระกำมีประโยชน์อย่างไร.ไทยเกษตรศาสตร์.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Methyt Salicylate (เมทิลซาสิไซเลต)-รายละเอียดของยา.พบแพทย์ดอทคอม(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • เมทิลซาสิไซเลต.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Y"u-Liang Chou 1952. Floral morphology of three species of Gaultheria: Contributions from the Hull Botanical Laboratory. Botanical Gazette 114:198-221 First page free
  • Gibbons, Euell. "Stalking the Healthful Herbs." New York: David McKay Company. 1966. pg. 92.



Tags : น้ำมันระกำ

9

น้ำมันกานพลู (Clove Oil)
น้ำมันกานพลูคืออะไร น้ำมันกานพลูเป็นน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้จากผู้กระทำลั่นโดยใช้ละอองน้ำจากพืชที่เราเรียกกันว่าต้นกานพลู ซึ่งชนิดของน้ำมันมีอยู่ 3 ประเภทคือ

  • น้ำมันจากดอกได้มาจากดอกตูมของต้นกานพลู ซึ่งประกอบไปด้วย 60% eugenol, acetyl eugenol, caryophyllene รวมทั้งองค์ประกอบย่อยอื่นๆ
  • น้ำมันจากใบที่ได้มาจากใบของต้นกานพลู มียูจินอล 82-88% ซึ่งอาจจะมีอะสิเตตน้อยหรือเปล่ามีเลยและยังส่วนประกอบย่อยอื่นๆอีกด้วย
  • น้ำมันจากต้นมาจากกิ่งและก็เปลือกต้นของต่อต้านกานพลู ประกอบด้วยยูจินอล 90 - 95% แล้วก็ส่วนประกอบย่อยอื่นๆ


ส่วนรูปแบบของน้ำมันกานพลูนั้นจะเป็นของเหลว (น้ำมัน) มีกลิ่นเฉพาะตัวซึ่งจะฉุนเล็กน้อยมีสีใสถึงเหลืองอ่อน หรือสีเหลืองผสมน้ำตาลอ่อน น้ำมันกานพลูมักจะมีการเอาไปใช้เป็นส่วนผสมของยานวด, น้ำหอม และก็ผลิตภัณฑ์อื่นๆรวมทั้งใช้เพื่อการปรุงรสของยาเพื่อลดความขมลง แม้กระนั้นถ้าหากเป็นสมุนไพรจากส่วนต่างๆของกานพลูนั้น มีการใช้เป็นยาสมุนไพรกันอย่ากว้างใหญ่แล้วก็มากมายในด้านสรรพคุณทางยาในพืชชนิดนี้
สูตรทางเคมีรวมทั้งสูตรส่วนประกอบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) ได้จากการสกัด ดอก, ใบ เปลือกและกิ่ง ของต้นกานพลู โดยการกลั่นโดยใช้ละอองน้ำมีน้ำหนักโมเลกุล 205.647 g/mal มีจุดเดือดอยู่ที่ 251 องศาเซลเซียส (Co) มีจุดวาบไฟที่ > 250 องศาฟาเรนไฮท์ (Fo) มีความไวไฟพอควร
มูลเหตุ/แหล่งที่พบ น้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากกรรมวิธีกลั่นโดยใช้ไอน้ำ (Stream distillation) จากนั้นสกัดแยกน้ำมันกานพลูกับน้ำด้วย dichloromethane แล้วระเหยเอา dichloromethane ออกมา ก็จะได้น้ำมันกานพลู ส่วนลักษณะของต้นกานพลูที่เป็นที่มาที่ไปของน้ำมันกานพลูนั้นมีลักษณะดังต่อไปนี้

ชื่อสมุนไพร กานพลู
ชื่อวิทยาศาสตร์ Syzygium aromaticum (L.) Merr. & Perry     
ชื่อสกุล                        MYRTACEAE
ชื่อพ้อง                   Eugenia caryophyllata Thunb.
                Eugenia caryophyllus (Spreng.) Bullock & Harrison,
                Eugenia aromatica Kuntze
ชื่ออังกฤษ              Clove, Clove tree
ชื่อเขตแดน              จันย่าง (ภาคเหนือ)
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น กานพลูเป็นไม้ยืนต้น ไม่ผลัดใบ สูง 5-20 เมตร เรือนยอดทึบ เป็นรูปกรวยคว่ำ แตกกิ่งต่ำ ลำต้นตั้งตรง เปลือกเรียบมีสีน้ำตาลอ่อน มีต่อมน้ามันมาก
  • ใบ ใบกานพลู เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม มีก้านใบเล็กเรียว ยาว 1-3 ซม. รูปใบขอบขนานปนรูปไข่กลับ กว้าง 3-6 ซม. ยาว 6-13 เซนติเมตร ปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบเรียบ โคนสอบเป็นรูปลิ่ม แผ่นใบด้านบนวาว ตอนล่างของใบมีต่อมจำนวนมาก ใบมีเส้นใบเยอะแยะ
  • ดอก ดอกกานพลูออกเป็นช่อดอกสั้นๆแทงออกรอบๆปลายยอดหรือง่ามใบรอบๆยอด ดอกแตกแขนงออกเป็นกลุ่ม 3 ช่อ มีจำนวน 6-20 ดอก ดอกมีใบประดับประดารูปสามเหลี่ยม ยาว 2-3 มม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ สีเขียวอมเหลือง รวมทั้งมีสีแดงเล็กน้อย โคนชิดกันเป็นหลอดยาว 5-7 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้ 4 กลีบ กลีบดอกมีรูปสามเหลี่ยมปนรูปไข่ ยาว 7-8 มิลลิเมตร มีต่อมน้ำมันมากมาย กลีบดอกมักหล่นง่าย ด้านในมีเกสรเพศผู้ ก้านยกเกสรยาว 3-7 มิลลิเมตร ก้านเกสรเพศเมียยาวราวๆ 4 มม. ยอดเกสรตัวเมียแบ่งเป็น 2 พู มีรังไข่ 2-3 ห้อง แต่ละห้องมีไข่จำนวนมาก
  • ผล ผลกานพลู ได้ผลเดี่ยว มี 1 เม็ด มีรูปไข่กลับแกมรูปรี ยาว 2-2.5 เซนติเมตร เมื่อแก่จะมีสีแดงเข้มออกคล้ำ


สารสำคัญที่พบ

  • ดอก - Eugenol 72-90 % - Eugenyl acetate 2-27 % - -caryophyllene 5-12 % - trans--caryophyllene 6.3-12.7 % - Vanillin
  • ใบ - Eugenol 94.4 % - -caryophyllene 2.9 %


สารอื่นๆเป็นต้นว่า methyl salicylate, methyl eugenol, benzaldehyde, methyl amyl ketone รวมทั้ง rhamnetin
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์ น้ำมันกานพลูมีคุณประโยชน์ทางยาหมายถึงน้ำมันกานพลู (Clove oil) เป็นยาชาเฉพาะที่ แก้ปวดฟัน โดยใช้สำสีชุบนำมาอุดที่ฟัน ยับยั้งการกระตุก ตะคิว ขับผายลม แก้ปวดท้อง แก้ท้องขึ้น ผสมยากลั้วคอ ขับลม แก้ท้องขึ้นท้องเฟ้อ ท้องเดิน แก้ไอ  ฆ่าเชื้อโรค แก้ชาปลายมือปลายตีน บรรเทาอาการจากแมลงสัตว์กัดต่อย แก้โรคลมระงับปวด ใช้ผสมกับ เมนทอล เมทิลซาลิไซเลต เป็นยานวดแก้ปวดบวมช้ำ ส่วนประโยชน์ที่ได้รับมาจากน้ำมันกานพลูมีดังนี้   น้ำมันหอมระเหยจากดอกใช้เป็นส่วนประกอบสารกำจัดแมลงไล่ยุง หรือใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงซึ่งตรง โดยมี สารยูจีนอล (Eugenol) เป็นตัวที่ออกฤทธิ์สำคัญในการกีดกั้นลักษณะการทำงานของเอนไซม์ทำให้โปรตีนอื่นๆเสียสภาพไป น้ำมันหอมระเหยของกานพลูใช้สำหรับทำให้ปลาสลบ โดยมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญหมายถึงยูจีนอล (Eugenol) ใช้โดยการหยด  ใช้น้ำมันกานพลูใช้เป็นส่วนผสมหรือใช้เป็นยาต้านเชื้อแบคทีเรียหลายแบบ น้ำมันจากก้านดอก แล้วก็ดอกกานพลูใช้สำหรับการจัดแจงสาร eugenol, isoeugenol และก็vanillin รวมทั้งน้ำมันที่เหลือใช้เพื่อการทำสบู่   น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้เป็นส่วนผสมของยาสีฟัน รวมทั้งน้ำยาบ้วนปาก น้ำมันหอมระเหยจากกานพลูใช้สำหรับแต่งกลิ่นรสอาหาร และใช้เป็นวัตถุกันเสีย

ส่วนประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณทางยาของส่วนต่างๆของต้นกานพลูนั้นมีดังนี้ 
  แบบเรียนยาไทย ดอก รสเผ็ด กระจัดกระจายเสมหะ แก้เสลดเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้ปวดฟัน ดับกลิ่นปาก แก้โรคหืด เป็นยาทำให้ร้อนเมื่อถูกผิวหนังทำให้ชา เป็นยาฆ่าเชื้อ แก้ปวดฟัน แก้โรครำมะนาด แก้เจ็บท้อง มวนในลำไส้ แก้ลม แก้เหน็บชา แก้พิษเลือด พิษน้ำเหลือง ขับน้ำคร่ำ ทำอุจจาระให้ธรรมดา แก้ธาตุทั้ง 4 ทุพพลภาพ แก้เจ็บท้อง แก้ท้องอืด อาหารไม่
ย่อย อ้วกอ้วก แก้จุกเสียด แก้ท้องเดิน ขับผายลม กดลมให้ลงสู่เบื้องต่ำ แก้สะอึก แก้ซางต่างๆขับประจำเดือน ใน "พิกัดตรีพิษจักร" คือการจำกัดปริมาณตัวยาที่มีรสซึมซาบไวดังกงจักร  3 อย่าง มี ผลผักชีล้อม ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู สรรพคุณแก้ลม แก้พิษเลือด แก้ธาตุพิการ บำรุงเลือด "พิกัดตรีคันธวาต" เป็นการจำกัดจำนวนตัวยาที่มีกลิ่นหอมแก้ลม  3 อย่าง มี ผลเร่วใหญ่ ผลจันทน์เทศ รวมทั้งกานพลู มีคุณประโยชน์ แก้ธาตุทุพพลภาพ แก้ไข้อันเกิดแต่ดี แก้จุกเสียด บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา มีการใช้กานพลู ในยารักษากรุ๊ปอาการทางระบบไหลเวียนเลือด (แก้ลม) ปรากฏในตำรับ"ยาหอมเทพจิตร" รวมทั้งตำรับ "ยาหอมนวโกฐ" โดยมีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์สำหรับเพื่อการแก้ลมตาลาย แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียนอาเจียน อ้วก แก้ลมจุกแน่นในท้อง ตำรับยารักษากลุ่มอาการทางระบบของกิน มี "ยาธาตุบรรจบ" มีส่วนประกอบของกานพลูร่วมกับสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์บรรเทาอาการท้องอืดเฟ้อ และก็อาการท้องเสียที่ไม่เกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการต่อว่าดเชื้อ และตำรับ "ยาประสะกานพลู" มีกานพลูเป็นองค์ประกอบหลัก และมีสมุนไพรประเภทอื่นๆในตำรับ มีสรรพคุณทุเลาลักษณะของการปวดท้อง จุกเสียด แน่นเฟ้อจากอาหารไม่ย่อย เนื่องด้วยธาตุไม่ปกติ
การศึกษาทางเภสัชวิทยา

  • ฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ กานพลูมีสาร eugenol ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่ มีการใช้น้ำมันกานพลูเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเพื่อลดอาการปวด  นอกจากนี้สาร eugenol ในน้ำมันกานพลูยังออกฤทธิ์เป็นยาสลบในปลาอีกหลายแบบ
  • สารสกัดน้ำจากดอก จากผล  และจากเปลือกต้น  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ลดการอักเสบ โดยไปยั้งการสังเคราะห์ prostaglandin โดยยั้งโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี cyclooxygenase-1, cyclooxygenase-2 และก็เพิ่มการสังเคราะห์ nitric oxide
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียอันเป็นสาเหตุอาการแน่นจุกเสียดจากท้องเสีย แล้วก็แผลในกระเพาะอาหาร สารสกัดด้วยเอทานอล สารสกัดด้วยเอทานอล:น้ำ ในอัตราส่วน 3:1  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ เมทานอลและก็น้ำจากดอก  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากดอกที่กลั่นเอาน้ำมันหอมระเหยออกแล้ว  แล้วก็น้ำมันกานพลู มีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของอาการแน่นจุกเสียด อาทิเช่น  Escherichia coli , Salmonella typhi , S. typhosa, S. enteritidis, S. paratyphi, Shigella, Sh. paradysenteriae, Sh. dysenteriae, Sh. flexneri, Bacillus anthracis, B. subtilis, B. mesentericus, B. cereus, Proteus vulgaris, Rabbit Cholera, Vibrio comma, V. cholerae, V. parahemolyticus, Helicobacter pyroli รวมทั้ง Clostridium botulinum
  • ฤทธ์ต่อต้านการเกิดแผนในกระเพาะ มีการทดสอบฤทธิ์สำหรับในการกระตุ้นลักษณะการทำงานของลำไส้ในหลอดทดสอบ โดยใช้ลำไส้กระต่าย เทียบกับ acetylcholine 5.5 x 10(-5) M ซึ่งสารสกัดกานพลูด้วยการต้ม ความเข้มข้น 200-6400 g/ml มีฤทธิ์กระตุ้นหลักการทำงานของลำไส้ได้น้อยกว่า acetylcholine รวมทั้งเมื่อมีการให้สารสกัดกานพลูร่วมกับ atropine sulphate พบว่าจะมีฤทธิ์ในกระตุ้นการเคลื่อนไหวของไส้ได้ลดน้อยลง
  • ฤทธิ์ต้านการบีบตัวของไส้ การทดลองฤทธิ์ต่อต้านการบีบตัวของไส้สัตว์ทดลองของน้ำมันกานพลู ทำในหลอดทดสอบ ลำไส้ถูกเหนี่ยวนำให้มีการบีบตัวโดยใช้สารหลายแบบ ดังเช่น acetylcholine (ใช้ไส้หนูแรทส่วน duodenum), barium chloride, histamine (ใช้ลำไส้ส่วน ileum ของหนูตะเภา) และ nicotine (ใช้ลำไส้กระต่ายส่วน jejunum)ที่สามารถยั้งการบีบตัวของสำไส้ได้  20-40%, 40-60%, >60% และ >60% เป็นลำดับ
  • ฤทธิ์คุ้มครองป้องกันเยื่อบุกระเพาะ น้ำมันกานพลู แล้วก็สาร eugenol ในกานพลู กระตุ้นให้เยื่อบุเซลล์กระเพาะอาหารมีการหลั่งสารเมือก (mucin) ออกมาเพื่อคุ้มครองป้องกันเยื่อบุกระเพาะ
  • น้ำมันสกัดจากกานพลูความเข้มข้น 30 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตรสามารถยับยั้งการเจริญของ Lactococcus garvieae ในของกินเลี้ยงเชื้อได้ เมื่อนำของกินปลาที่ผสมน้ำมันกานพลูในอัตราส่วน 3% (w/w) มาเลี้ยงปลานิล ทำให้จำนวนการตายเนื่องด้วยการต่อว่าดเชื้อ L. garvieae ในปลานิลต่ำลง
ในส่วนของการเรียนทางคลินิกมีดังนี้
      ฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชา   การเรียนฤทธิ์ทำให้ผิวหนังชาของสารสกัดของกานพลูเทียบกับยาชา benzocaine ในอาสาสมัคร 73 คน โดยอาสาสมัครกรุ๊ปที่ 1ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของสารสกัดกานพลู ปริมาณ 2 กรัม (40% ผงกานพลูผสมกับ 60% glycerine) กรุ๊ปที่ 2 ได้รับเจลที่มีส่วนผสมของ 20% benzocaine จำนวน 2 กรัม ทาบนเยื่อบุกระพุ้งแก้ม กลุ่มที่ 3 ได้รับยาหลอก เมื่อเวลาผ่านไป 5 นาที ก็เลยทำการทดสอบฤทธิ์ โดยการแทงเข็มบริเวณที่ทา แล้ววัดระดับความปวด (pain score) ผลการเปรียบระหว่างสารสกัดกานพลู รวมทั้ง benzocaine พบว่าสามารถลดการปวดได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง (p=0.005) และให้ผลไม่ได้แตกต่างกัน นอกนั้น
พบว่า สารสกัดกานพลูสามารถเพิ่มความเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดภาวะเลือดออกได้ ขณะใช้ร่วมกับยาต้านทานเกล็ดเลือด และอาจเพิ่มระดับของยากันชัก phenytoin ในเลือดได้
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดสอบพิษรุนแรงของสารสกัดดอกด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 16,667 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ  แต่เมื่อให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดสอบตายครึ่งเดียวคือ 6.184 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม
          การเรียนการเกิดพิษฉับพลันของสารสกัด eugenol  จากดอกกานพลู  ทำการวิจัยในหนูแรท สายพันธุ์ Sprague-Dawley แบ่งหนูทดลองออกเป็น 4 กลุ่ม  กลุ่ม 1,2,3 ได้รับสาร eugenol ความเข้มข้น 2.58, 1.37, 0.77 มก./ล. เป็นลำดับ  กรุ๊ปที่ 4 คือกรุ๊ปควบคุม  ทำทดลองโดยการพ่นสารทดสอบให้ตัวทดลองสูดตรงเวลา 4 ชั่วโมง แล้วติดตามอาการของหนูเป็นเวลา 14 วัน  ผลของการทดสอบไม่เจอการเสียชีวิตของหนู ส่วนอาการ แล้วก็ความประพฤติ พบว่าตัวทดลองมีน้ำลายไหลระดับปานกลาง มีลักษณะอาการกระวนกระวาย และก็หายใจไม่สะดวก แม้กระนั้นอาการพวกนี้หายเองได้ภายในช่วงระยะเวลา 1 วัน  แต่ว่าเมื่อให้สารนี้ทางเส้นเลือดดำแก่หนูแรท ในขนาดเข้มข้น 6.25 โมล/ลิตร พบว่าตัวทดลองมีลักษณะหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน อุทกภัยปอด แล้วก็เลือดออกที่ปอด
การฉีด eugenol เข้าระบบไหลเวียนโลหิตโดยตรง จะมีผลให้ความดันเลือดแล้วก็การเต้นของหัวใจลดน้อยลงชั่วประเดี๋ยว โดยไม่ทำให้อัตราการเต้นของหัวใจเปลี่ยน   eugenol สามารถทำลายโปรตีนในเซลล์ของเยื่ออ่อนในปาก การจับกุมของเซลล์น้อยลง บวม และกำเนิดเป็นไต  ชั้นใต้หนังกำพร้าบวมและก็กล้ามเนื้ออ่อนแอ เมื่อป้อนน้ำมันจากใบขนาด 40 มก./กิโล ให้หนูแรทเพศภรรยาที่ตั้งท้องได้ 1-10 วันพบว่ามีฤทธิ์ยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนปริมาณร้อยละ 20
ขนาด/ปริมาณที่ควรใช้ เนื่องจากน้ำมันกานพลู (Cove oil) นั้นส่วนมากแล้วนิยมใช้เป็นส่วนประกอบกับภัณฑ์อื่นโดยเหตุนั้นขนาดแล้วก็จำนวนที่ควรใช้ของน้ำมันกานพลู (Cove oil) ดังต่อไปนี้ สำหรับการใช้ผสมยาสีฟันนั้นควรจะใช้ประมาณ0.1-0.5% ใช้ผสมยาดม ยาหม่อง ควรใช้โดยประมาณ 3-5% ส่วนสำหรับการใช้ทำยาสลบปลาควรที่จะใช้ 10-30% (กับเอทิลแอลกอฮอลส์)  ส่วนการใช้กานพลูรักษาลักษณะของการปวดฟันตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุขนั้น ให้      กลั่นเอาเฉพาะส่วนน้ำมันใช้ใส่ฟัน หรือใช้อีกทั้งดอกเคี้ยวแล้วอมไว้ตรงรอบๆฟันที่ปวด เพื่อระงับลักษณะของการปวดฟัน        ตำกานพลูเพียงพอแหลก ผสมกับเหล้าขาวเพียงแค่เล็กๆน้อยๆพอเพียงเฉอะแฉะ ใช้สำลีจิ้มอุดฟันที่ปวดและก็ใช้แก้โรครำมะนาด       เอาดอกกานพลูแช่สุราหยอดฟัน ส่วนการใช้น้ำมันหอมระเหย(น้ำมันกานพลู) ที่ใช้สำหรับขับลม รวมทั้งบรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืด 0.05-0.2 ซีซี อนึ่ง การใช้กานพลูในจำนวนมากทำให้เลือดแข็งช้าลง จึงต้องระวังการใช้ร่วมกับยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด ได้แก่  warfarin,  aspirin, heparin เป็นต้น และระวังการใช้ร่วมกับยาต้านการอักเสบจำพวกไม่ใช่สเตียรอยด์  (NSAIDs; อาทิเช่น ibuprofen),  รวมถึงระวังการใช้ร่วมกับสมุนไพรหรือยาที่ทำให้เกล็ดเลือดต่ำ  รวมทั้งยาลดน้ำตาลในเลือด ยกตัวอย่างเช่น  insulin,  metformin
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง

  • สาร eugenol จากน้ำมันกานพลูที่มีความเข้มข้นสูงอาจจะทำให้มีการระคายต่อผิวหนังได้ถ้าใช้ในจำนวนที่สูง และใช้ติดต่อกัน
  • การใช้น้ำมันกานพลูเพื่อรักษาอาการปวดฟันหรือใช้เพื่อยับยั้งกลิ่นปากโดยตรง และใช้ในปริมาณสูงหรือใช้ติดต่อกันบ่อยครั้ง อาจจะก่อให้ระคายเคืองต่อเหงือก และเยื่อบุในโพรงปากได้
  • สาร eugenol สามารถออกฤทธิ์ต้านทานการทำงานของเกล็ดเลือดได้ จำเป็นต้องหลบหลีกการใช้ร่วมกับยาในกลุ่ม anticoagulant และก็ยากลุ่ม NSADs
  • ไม่ควรใช้ดอกกานพลูในหญิงท้อง หญิงให้นมลูก  เด็ก  คนป่วยโรคตับไต  รวมทั้งคนไข้เบาหวาน
เอกสารอ้างอิง

  • กันยารัตน์ ศึกษากิจ,2557.ฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันและสารสกัดจากดอกกานพลูในการบรรเทาอาการปวดไมเกรนและอาการข้างเคียงในสัตว์ทดลอง.
  • การพลู,ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร. http://www.disthai.com/
  • กานพลู.บทความเผยแพร่ความรู้สู่ประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สุนีย์ จันทร์สกาวและวรรณนรี เจริญทรัพย์,2543.การตรวจสอบคุณภาพกานพลูและผลิตภัณฑ์ยาเตรียมสมุนไพรที่มีการพลูเป็นส่วน ประกอบ.รายงานการวิจัย ปี พ.ศ.2543.
  • นพมาศ สุนทรเจริญนนท์, นงลักษณ์ เรืองวิเศษ. วิเคราะห์ วิจัย คุณภาพเครื่องยาไทย. คอนเซ็พท์  เมดิคัส จำกัด: กรุงเทพมหานคร, 2551.
  • Kamatou GP, Vermaak I, Viljoen AM. Eugenol-From the Remote Maluku Islands to the International Market Place: A Review of a Remarkable and Versatile Molecule. Molecules 2012:17;6953-6981.
  • Clove oil. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี.
  • Perry LM. Assessment report on Syzygium aromaticum (L.). European Medicines Agency;London. 2011.


10

เกล็ดสะระแหน่ (Menthol)
เกล็ดสะระแหน่คืออะไร เมื่อพูดถึงเกล็ดสะระแหน่ผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอาจจะไม่ทราบจักแต่แม้เอ๋ยถึงเมนทอล (Menthol) แล้วละก็น่าไว้วางใจว่าอาจจะรู้จักกันอย่างดีเยี่ยม แต่โดยข้อเท็จจริงแล้วเกล็ดสะระแหน่ก็คือเมนทอลนั่นเอง ก็แค่เกล็ดสะระแหน่เป็นชื่อเรียกของไทย ส่วนเมนทอลเป็นชื่อสากลนาๆประเทศนิยมเรียกกัน ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ หรือเมนทอลนั้นคือสารประเภทหนึ่งที่พบในน้ำมันหอมระเหยที่สกัดได้ สะระแหน่ไทย  ไม่นท์ หรือสะระแหน่ฝรั่ง รวมถึงสะระแหน่ญี่ปุ่นด้วย โดยเกล็ดสะระแหน่จะมีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นรวมทั้งรสชาติหอมเย็น (มีแถลงการณ์ว่าในใบสะระแหน่เจอสารเมนทอลอยู่มากถึง 80-89% อย่างยิ่งจริงๆ) ดังนี้เกล็ดสะระแหน่มักถูกประยุกต์ใช้คุณประโยชน์ในด้านการปรุงแต่งกลิ่นอาหาร ของหวาน  ของขบเคี้ยวต่างๆรวมถึงอุตสาหกรรมเครื่องแต่งหน้าและวงการผลิตยาอีกทั้งยาใช้ภายนอกรวมทั้งยาสำหรับกินด้วย
สูตรทางเคมีแล้วก็สูตรส่วนประกอบ เกล็ดสะระแหน่ (Menthol) เป็นสารประเภทแอลกอฮอล์ที่ได้จากธรรมชาติ ดังเช่นว่า น้ำมันมินต์ (mint oil) ที่สังเคราะห์ขึ้น เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 5-เมทิล-2-(1-เมทิลเอทิล)-ไซวัวลเฮกซะนอล (5-methyl-2-(1-methylethyl)-cyclohexanol) มีสูตรเคมี C^1oH^2oO น้ำหนักโมเลกุล 156.27 และมีสูตรโครงสร้างทางเคมีดังนี้
มูลเหตุ เกล็ดสะระแหน่เพียงแต่ชื่อก็สามารถบอกที่มาที่ไปของสารชนิดนี้แล้ว เนื่องจากโดยธรรมชาติของการเรียกขื่อสารต่างๆของไทยนั้น มักจะเรียกตามแหล่งวัตถุดิบที่สามารถสกัดได้ ซึ่งเกล็ดสะระแหน่ก็เช่นกัน โดยเกล็ดสะระแหน่นั้นสกัดได้จากเปปเปอร์มินต์ (ฟวันออกกลาง ปัจจุบันนี้เพาะปลูกกันอย่างมากมายในหลายรอบๆทั่วโลก มีลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์หมายถึงเป็นพืชมีลำต้นใต้ดิน เติบโตได้ถึง 30-90 เซนติเมตร (12-35 นิ้ว) ลำต้นยืดออกกว้าง ใบยาว 4-9 เซนติเมตร (1.6-3.5 นิ้ว) กว้าง 1.5-4 เซนติเมตร (0.59-1.57 นิ้ว) ใบสีเขียวเข้ม ดอกสีม่วงยาวขนาด 6-8 มม. (0.24-0.31 นิ้ว) รวมทั้งสะระแหน่ (mint Spearmint) ซึ่งเป็นผักประจำถิ่นของไทยประเภทหนึ่ง ชื่อวิทยาศาสตร์ : Mentha cordifolia Opiz. ตระกูล : Labiatae  ชื่อสามัญ : Spearmint  Mint  Kitchen mint
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์หมายถึงราก และลำต้น สะระแหน่มีลักษณะลำต้นพร้อมเลื้อย มีเฉพาะรากฝอย ขนาดเล็ก และก็สั้น ลำต้นสูงราวๆ 15-30 ซม. ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม ผิวลำต้นมีสีแดงอมม่วงจนกระทั่งปลายยอด ลำต้นสามารถแตกเหง้าเป็นต้นใหม่จนขยายเป็นกอใหญ่ แล้วก็ลำต้นแตกกิ่งกิ้งก้านไม่น้อยเลยทีเดียวสะระแหน่ ลำต้นทอดเลื้อยแผ่ไปตามดิน ลำต้นเป็นเหลี่ยม สีเขียวปนม่วงน้ำตาล แตกกิ่งก้านมาก ใบคนเดียวมีสีเขียว ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย พื้นใบตะปุ่มตะป่ำ มีกลิ่นหอมสดชื่นฉุน ดอกช่อ ออกเป็นกลุ่มที่ซอกใบ ใบใบสะระแหน่ ออกเป็น ใบผู้เดียว และออกเป็นคู่ๆตรงกันข้ามกันบนกิ่ง ลำต้น ใบมีสีเขียว รูปทรงรี กว้างประมาณ 1.5 - 3.5 เซนติเมตร รวมทั้งยาวโดยประมาณ 2 - 7 ซม. ผิวใบร่นเป็นเกลียวคลื่น ขอบใบหยัก ปลายใบมนหรือแหลม ดอกดอกสะระแหน่ออกเป็นช่อ เหนือซอกใบบริเวณปลายยอด แต่ละช่อมีดอกจำนวนไม่น้อย ดอกมีสีชมพูอมม่วง มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ และกลีบที่เชื่อมชิดกันเป็นกรวยตื้น 4 กลีบ ข้างในดอกมีเกสรตัวผู้ 4 อัน ส่วนเกสรตัวเมียจะไม่ค่อยพบดอกสะระแหน่ ผล ผลสะระแหน่มีสีดำ ขนาดเล็ก มีรูปผลเป็นรูปกระสวย เปลือกผลเกลี้ยงมัน ดังนี้ ผลสะระแหน่มักไม่ติดผลให้เห็นบ่อยนัก เพราะมีดอกที่เป็นหมันเป็นส่วนใหญ่
น้ำมันหอมระเหย ในใบสะระแหน่ของไทย (Spearmint) มีสีเหลืองใส มีความหนาแน่นราวๆ 0.904 มีสารเคมีหลายชนิด ได้แก่
- menthol 63.5 %
- p-menthone19.5 %
- pluegone 42.9-45.4 %
- isomenthone12.9 %
- piperitone12.2 %
- Menthone 15-32 %
- Menthyl acetate3-10 %
- piperitone 38.0 %
- piperitenone 33.0 %
- -terpeneol 4.7%
- limonene
- hexenolphenylacetate
- enthyl amylcarbinal
คุณประโยชน์/คุณประโยชน์
คุณประโยชน์ของเกล็ดสะระแหน่เป็นมีฤทธิ์เย็น ช่วยบรรเทาอาการเวียนหัวหัว หน้ามืดตาลาย อ้วกคลื่นไส้ ช่วยทำให้ร่างกายมีชีวิตชีวาตื่นตัว ทุเลาอาการหวัด คัดจมูก แก้ไอ แก้ไข้ ลดการกระหายน้ำ ลดการเกร็งของกล้าม ขับปัสสาวะ ขับรอบเดือน ยิ่งกว่านั้นกลิ่นหอมยวนใจๆของมันยังช่วยเครียดน้อยลงและแก้ปวดศีรษะได้ บรรเทาอาการปวดหัว ช่วยขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่น และมักใช้แต่งกลิ่นและรสยา ดังเช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร ทั้งมีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆลดการบวมของเส้นเลือดที่จมูก และลดอาการปวดต่างๆภายในร่างกาย สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น

การเล่าเรียนทางเภสัชวิทยา ในการศึกษาวิจัยของเกล็ดสะระแหน่พบว่ามีการทำการค้นคว้าน้อย ซึ่งจำนวนมากเป็นรายงานการศึกษาวิจัยในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่เสียมากกว่ามีรายงานการค้นคว้า
พบว่าในใบไม่นต์ มีน้ำมันแล้วก็สารเมนทอล (เกล็ดสะระแหน่) สูงถึง 80-89% พบว่าให้กลิ่นหอมเย็นลึก ช่วยให้รู้สึกสดชื่น ทำให้มีการเกิดความกระปรี้กระเปร่า ช่วยให้ความจำดีขึ้น  รวมทั้งรายงานการเรียนฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของส่วนประกอบน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง  (Mentha piperita  L.) โดยสำหรับในการวิเคราะห์น้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง พบว่าส่วนประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่งคือ alpha-terpinene, isomenthone, trans-carveol, pipertitinone oxide และ beta-caryophyllene เมื่อทดสอบฤทธิ์สำหรับในการต่อต้านเชื้อจุลินทรีย์ พบว่า มีฤทธิ์ต้านทานเชื้อ  E. coli , Staphylococcus aureus  แล้วก็  Candida albicans  ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ โดยจับกับอนุมูลอิสระ DPPH และยับยั้งการเกิด lipid peroxidation
การเรียนทางพิษวิทยา  เหมือนกับการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยทางเภสัชวิทยาของเกล็ดสะระแหน่ การค้นคว้าทางพิษวิทยาของเกล็ดสะระแหน่นี้ยังมีน้อยมาก ซึ่งผู้เขียนยังไม่สามารถที่จะค้นหาแล้วก็รวบรวมข้อมูลมาได้
ขนาด/จำนวนที่ควรที่จะใช้ เกล็ดสะระแหน่สามารถใช้ประโยชน์ได้ทั้งเป็นยาที่ใช้ด้านนอกรวมทั้งยาที่ใช้สำหรับกินโดยจำเป็นต้องนำไปเป็นส่วนประกอบแค่นั้น ไม่ควรใช้ขณะเป็นผลึก นอกนั้นยังมีการนำไปผสมกับสินค้าต่างๆอาทิเช่น ยาสีฟัน ลูกกวาด หมากฝรั่ง ยาดม อื่นๆอีกมากมาย ทั้งนี้สำหรับการใช้ อย่างเช่นยาสำหรับด้านนอกอายไม่เป็นที่กังวลเท่ากับการใช้เป็นยาสำหรับด้านใน (ยารับประทาน) โดยองค์การอนามัยโลกได้ระบุขนาดของเกล็ดสะระแหน่ที่สามารถ (WHO) ใช้กินได้เป็น0.2 มก./น้ำหนักตัว รวมทั้งยังมีมีรายงานเจออาการไม่พึงปรารถนา (adverse effect) ของผู้ที่รับประทาน menthol ขนาด 2 มก./กิโลกรัม/วัน
คำแนะนำ/สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง

  • หญิงท้องและหญิงให้นมลูก ไม่มีข้อบังคับสำหรับการใช้ของกินหรือยาที่มีส่วนผสมของมินต์ หรือ เมนทอลแม้กระนั้นไม่สมควรใช้เกินที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้
  • สารเมนทอลนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังทำให้รู้สึกเย็น แต่ว่าในความเข้มข้นสูงรวมทั้งใช้ต่อเนื่องกัน โดยการสูดดมสารนี้ อาจจะส่งผลให้กำเนิดอาการระคายรอบๆทางเดินหายใจ และอาจจะเป็นผลให้เกิดปอดอักเสบได้
  • เกล็ดสะระแหน่เป็นสารที่มีผลต่อระบบประสาท ด้วยเหตุนั้นไม่ควรใช้(สูดดม เป็นต้นว่า ยาดม) ต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเพราะเหตุว่าอาจจะก่อให้มีการเสพติดได้
  • หากผิวหนังสัมผัสเกล็ดสะระแหน่ (ที่เป็นผนึก) ในจำนวนมากอาจจะเป็นผลให้เกิดการระคาย ผิวหนังแดง ผิวหนังไหม้ แสบแล้วก็คันได้
เอกสารอ้างอิง

  • ฤทธิ์ทางเภสัชของน้ำมันหอมระเหยจากสะระแหน่ฝรั่ง (Mentha piperita L.) และน้ำมันเขียว Myrtus Communis L. ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ยุวดี จอมพิทักษ์.ผักสวนครัว.กรุงเทพฯ,2545. http://www.disthai.com/
  • Galeotti Di Cesare Mannelli L, Mazzanti G, Bartolini A, Ghelardini C. Menthol: a natural analgesic compound. Neurosci Lett. 2002 Apr 12;322(3):145-8.
  • เกวลิน รัตนจรัสกุล,2555.การพัฒนาฟิล์มต้านจุลทรีย์จากคาร์บอกซีเมทิลเซลลูโลสร่วมกับน้ำมันสะระแหน่
  • สะระแหน่ สรรพคุณ และการปลูกสะระแหน่.พืชเกษตร.คอม เว็บเพื่อเกษตรกรไทย.เปปเปอร์มินต์.วิกิพีเดียสารานุกรมเสรี
  • รศ.ยุวดี วงษ์กระจ่าง.ยาดมมีอันตรายหรือไม่.คอลัมน์ Drug Tips จุลสารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.ฉบับที่5.กรกฎาคม-กันยายน 2555 หน้า 6-7.
  • ข้อมูลเกี่ยวกับเมนทอล.กระดาน ถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล


11

โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis)
รคสะเก็ดเงิน คืออะไร โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคเกล็ดเงิน หรือโรคเรื้อนกวาง เป็นโรคผิวหนังเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อและไม่ใช่โรคติดต่อ รอยโรคมีลักษณะขึ้นเป็นผื่นหรือปื้นแดง หนา เจ็บ คัน และตกสะเก็ดเป็นเกล็ดสีเงินปกคลุม จึงได้ชื่อว่าโรคสะเก็ดเงิน โดยเกิดจากการแบ่งตัวผิดปกติของเซลล์ผิวหนังอย่างรวดเร็วกว่าปกติโดยการกระตุ้นของสารเคมีจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า ลิมโฟไซต์ (Lymphocytes) ชนิดเซลล์ที (T-cell) ทำให้เกิดการอักเสบจนเกิดเป็นผื่นหรือปื้นหนาขนาดใหญ่ และโรคสะเก็ดเงินนี้สามารถเกิดกับผิวหนังได้ทุกส่วน แต่ที่พบได้บ่อยคือ ผิวหนังส่วนข้อศอก (ด้านนอก) เข่า (ด้านนอก) ผิวหนังส่วนด้านหลัง หลังมือ หลังเท้า หนังศีรษะ และใบหน้า โรคสะเก็ดเงินจัดเป็นโรคผิวหนังที่พบได้เรื่อยๆไม่ถึงกับบ่อยมาก(ประมาณ 3% ของคนทั่วไปเกิดได้ในทุกอายุตั้ง แต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าเมื่ออายุ 25 ปีขึ้นไป เพราะปัจจัยกระตุ้นให้เกิดโรคในเด็กยังมีไม่มาก เช่น ความเครียด การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน ส่วนโอกาสที่พบในผู้หญิงและในผู้ชายมีใกล้เคียงกัน ผู้ป่วยมักจะเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 10-40 ปี ผู้ป่วยประมาณ 30% พบว่ามีประวัติโรคนี้ในครอบครัว
ในปัจจุบัน โรคสะเก็ดเงินไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะทางผิวหนัง แต่อาจพบมีสัมพันธ์กับโรคอื่นๆได้แก่  โรคข้ออักเสบสะเก็ดเงิน และกลุ่ม metabolic syndrome ได้แก่   โรคอ้วน   
                     ที่มา : Wikipedia                       ภาวะไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน เป็นต้น
สาเหตุของโรคสะเก็ดเงิน ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคสะเก็ดเงิน แต่จากการศึกษาเชื่อว่า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกันเช่น อาจเกิดมาจากเซลล์เม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ จึงได้ทำลายเซลล์ผิวหนังแทนสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย หรืออาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางพันธุกรรม คือ โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคทางพันธุกรรม ที่มีแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมไม่ชัดเจน โดยพบว่าถ้าบิดาและมารดาเป็นโรคนี้ บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงถึง 65-83% ถ้าบิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งเป็นโรค บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ลดลงเหลือ 28-50% หรือถ้ามีพี่น้องในครอบครัวเป็นโรคนี้โดยที่บิดาและมารดาไม่ได้เป็นโรค บุตรคนถัดไปที่เกิดมาก็มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูงถึง 24% แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาไม่เป็นโรคนี้เลย บุตรที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นโรคนี้น้อยลงไปเหลือเพียง 4%  และยังพบว่ายังเกี่ยวข้องกับความผิดปกติอื่นๆ เช่น ความผิดปกติใน metabolism ของ Arachidonic acid และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนัง บริเวณรอยโรคของ Psoriasis เซลล์ผิวหนังในชั้น epidermis มีการแบ่งตัวเร็วกว่าปกติหลายเท่า และเคลื่อนตัวมาที่ผิวนอกภายในเวลา 4วัน (ปกติใช้เวลา 28วัน) ทำให้ผิวหนังหนาเป็นปื้น แต่เซลล์ผิวหนังขาดแรงยึดเหนี่ยวกันตามปกติ ทำให้ keratin หลุดลอกออกเป็นแผ่นๆได้ง่าย มักพบมีอาการกำเริบเวลามีภาวะเครียดทางกาย และจิตใจที่มากเกินไป การติดเชื้อ การได้รับบาดเจ็บ การขูดข่วนผิวหนัง การแพ้แดด การแพ้ยา (เช่น Chloroquin, Beta-Blocker, Contraceptive, NSAIDs)
อาการของโรคสะเก็ดเงิน  อาการของโรคสะเก็ดเงินนี้มีหลายชนิด ซึ่งผู้ป่วยอาจเป็นชนิดเดียวหรือหลายชนิดก็ได้ โดยโรคสะเก็ดเงินจำแนกเป็นชนิดต่างๆตามลักษณะทางคลินิกดังต่อไปนี้

  • ชนิดผื่นหนา (Plaque psoriasis) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด (ประมาณ 80%) รอยโรคเป็นผื่นแดงหนา ขอบเขตชัด ขุยหนาสีขาวหรือสีเงินจึงได้ชื่อว่า"โรคสะเก็ดเงิน" พบบ่อยบริเวณหนังศีรษะ ลำตัว แขนขา โดยเฉพาะบริเวณ ข้อศอก และหัวเข่าซึ่งเป็นบริเวณที่มีการเสียดสี
  • ชนิดผื่นขนาดเล็ก (Guttate psoriasis) พบได้ประมาณ 10% มีรอยโรคเป็นตุ่มแดงเล็กคล้ายหยดน้ำขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร มีขุย ผู้ป่วยมักมีอายุน้อยกว่า 30 ปี และอาจมีประวัติการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบนนำมาก่อน
  • ชนิดที่มีตุ่มหนอง (Pustular Psoriasis) เป็นชนิดที่เกิดได้มากในวัยผู้ใหญ่ บริเวณผิวหนังมีตุ่มหนองสีขาวกระจายเป็นวงกว้างและเกิดการอักเสบจนแดง มักพบมากตามแขนขา อาจเกิดการแพร่กระจายไปทั่วลำตัวได้ บางรายอาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้ขึ้น รู้สึกคันตามผิวหนัง ไม่อยากอาหาร
  • ชนิดผื่นแดงลอกทั่วตัว (Erythrodermic psoriasis) เป็นสะเก็ดเงินชนิดรุนแรงพบได้น้อย (ประมาณ 3%) โดนผิวหนังมีลักษณะแดงและมีขุยลอกเกือบทั่วพื้นที่ผิวทั้งหมดของร่างกาย อาจเกิดจากการขาดยาหรือมีปัจจัยกระตุ้น
  • สะเก็ดเงินบริเวณซอกพับ (Inverse psoriasis) เป็นโรคสะเก็ดเงินที่มีรอยโรคในบริเวณซอกพับของร่างกาย ได้แก่ รักแร้ ขาหนีบ และใต้ราวนม รอบอวัยวะเพศ เป็นต้น ลักษณะเป็นผื่นแดงเรื้อรังและมักไม่ค่อยมีขุย
  • สะเก็ดเงินบริเวณมือเท้า (Palmoplantar psoriasis) เป็นโรคสะเก็ดเงินบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลักษณะเป็นผื่นแดงขอบเขตชัดเจน ขุยลอก ผื่นอาจพบลามมาบริเวณหลังมือ หลังเท้าได้
  • เล็บสะเก็ดเงิน (Psoriatic nails) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินมักพบมีความผิดปกติของเล็บร่วมด้วย ที่พบบ่อยได้แก่ เล็บเป็นหลุม, เล็บร่อน, เล็บหนาตัวขึ้นและเล็บผิดรูป
  • ข้ออักเสบสะเก็ดเงิน (Psoriatic arthritis) ผู้ป่วยโรคสะเก็ดเงินอาจพบมีความผิดปกติการอักเสบของข้อร่วมด้วย ซึ่งพบได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก อาจเป็นข้อเดียว หรือ หลายข้อ ส่วนใหญ่การอักเสบของมือจะเกิดที่ข้อนิ้วมือซึ่งหากเป็นเรื้อรังและทำให้เกิดการผิดรูปได้
แนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน การวินิจฉัย อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายเป็นหลัก คือ

ลักษณะทางคลินิก

ซักประวัติอาการ

  • เป็นผื่นเรื้อรัง
  • มีหรือไม่มีอาการคัน
  • มีประวัติครอบครัวที่เป็นโรคสะเก็ดเงินหรือไม่
  • ผื่นกำเริบภายหลังภาวะติดเชื้อ ความเครียด หรือหลังได้รับยาบางชนิด เช่น lithium, antimalarial , beta-blocker, NSAID และ alcohol



การตรวจร่างกาย

  • ผิวหนัง มีผื่นหนาสีแดง ขอบชัดเจนคลุมด้วยขุยหนาขาวคล้ายสีเงิน ซึ่งสามารถขูดออกได้ง่าย และเมื่อขูดขุยหมาดจะมีจุดเลือดออกบนรอยผื่น (Auspitz's sign) บนรอยแผลถลอกหรือรอยแผลผ่าตัด (Koebner phenomenon)






โดยผื่นผิวหนังพบได้หลายลักษณะ เช่น ผื่นหนาเฉพาะที่  (Chronic plaque type) ผื่นขนาดหยดน้ำ (Guttate psoriasis)  ผิวหนังแดงลอกทั่วตัว (Erythroderma) ตุ่มหนอง (Pustular psoriasis)

  • เล็บ พบมีหลุม (pitting) เล็บร่อน (onycholysis) ปลายเล็บหนามีขุยใต้เล็บ (subungual hyperkeratosis) หรือจุดสีน้ำตาลใต้เล็บ (oil spot)
  • ข้อ มีการอักเสบของข้อซึ่งอาจเป็นได้ทั้งข้อใหญ่ ข้อเล็ก เป็นข้อเดียว หรือหลายข้อ และอาจจะมีข้อพิการตามหลังการอักเสบเรื้อรัง

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

  • การตรวจทางพยาธิ พยาธิสภาพของผื่นสะเก็ดเงินจะมีลักษณะเฉพาะ แต่ไม่จำเป็นต้องทำทุกราย อาจทำเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคเพื่อยืนยันการวินิจฉัยและช่วยวินิจฉัยโรคในกรณีที่มีปัญหา เช่น การตรวจ KOH เพื่อแยกโรคเชื้อรา และการทำ Patch Test เพื่อแยกโรค Contact dermatitis เป็นต้น
โรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาได้หายขาด แต่การรักษาทำได้เพียงบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้น ลดการอักเสบและผิวหนังที่ตกสะเก็ด ชะลอการเติบโตของเซลล์ผิวหนัง และขจัดผิวหนังที่เป็นแผ่นแข็ง ซึ่งการรักษาสามารถทำได้หลายวิธี
โดยแนวทางการรักษาโรคสะเก็ดเงิน ขึ้นกับความรุนแรงของโรคดังนี้
     - สะเก็ดเงินความรุนแรงน้อย หมายถึง ผื่นน้อยกว่า10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย (ผื่นขนาดประมาณ 1 ฝ่ามือเท่ากับพื้นที่ประมาณ1%) ให้การรักษาโดยใช้ยาทาเป็นอันดับแรก
     - สะเก็ดเงินความรุนแรงมากหมายถึง ผื่นมากกว่า10% ของพื้นที่ผิวทั่วร่างกาย พิจารณาให้การรักษาโดยใช้ยารับประทานหรือฉายแสงอาทิตย์เทียม หรืออาจใช้ร่วมกันระหว่างยารับประทานหรือฉายแสงอาทิตย์เทียมและยาทารวมถึงอาจต้องพิจารณาใช้ยาฉีด
การรักษาโรคสะเก็ดเงินในปัจจุบันมีการรักษาอยู่ 4 ประเภท ได้แก่
ยาทาภายนอก ยาทารักษาโรคสะเก็ดเงิน มีหลายชนิด ได้แก่
     1.ยาทาคอติโคสเตียรอยด์ (topical corticosteroids) ส่วนใหญ่นิยมใช้เนื่องจากเป็นครีมขาวใช้ง่าย และตอบสนองต่อการรักษาดีแต่หากใช้ยาที่แรงเกินไปร่วมกับทาเป็นระยะเวลานานจะทำให้เกิดผิวหนังบางและเกิดรอยแตกของผิวหนังได้ รวมถึงอาจเกิดการดื้อยาและอาจกดการทำงานของต่อมหมวกไตได้

  • น้ำมันดิน (tar)มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ ประสิทธิภาพดี แต่น้ำมันดินมีสีน้ำตาล กลิ่นเหม็น เวลาทาอาจทำให้เปรอะเปื้อนเสื้อผ้าอาจพบผลข้างเคียงคือเกิดรูขุมขนอักเสบ หรือระคายเคืองผิวหนังบริเวณที่ทายาได้
  • แอนทราลิน (anthralin, dithranol)มีฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ แต่อาจทำให้ระคายเคืองผิวหนังรวมถึงผิวหนังบริเวณที่ทายามีสีคล้ำขึ้นได้
  • อนุพันธ์วิตามิน ดี (calipotriol)มีฤทธิ์ทำให้การแบ่งตัวของเซลผิวหนังกลับสู่ปกติข้อเสียของยานี้คือหากทาบริเวณผิวหนังที่บาง อาจมีการระคายเคืองได้ และยามีราคาแพงปัจจุบันมียาทาที่ผสมระหว่างอนุพันธ์วิตามิน ดี และยาทาคอติโคสเตียรอยด์เข้าด้วยกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลข้างเคียง
  • ยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor (tacrolimus,pimecrolimus) เป็นยากลุ่มใหม่แพทย์บางรายนำมาใช้ในการรักษาผื่นโรคสะเก็ดเงินบริเวณหน้าหรือตามซอกพับเพื่อต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยาทาคอติโคสเตียรอยด์แต่ยังไม่แพร่หลายเนื่องจากยามีราคาแพง
ยารับประทานรักษาโรคสะเก็ดเงิน พิจารณาให้กรณีสะเก็ดเงินรุนแรงปานกลางถึงมาก ที่ใช้บ่อยในประเทศไทยมี 3 ชนิด

  • เมทโทเทรกเสท (methotrexate) เป็นยาที่ได้ผลดีกับสะเก็ดเงินเกือบทุกชนิด ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลผิวหนังที่ผิดปกติ รวมถึงมีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของร่างกาย ผลข้างเคียงของเมทโทเทรกเสทที่อาจพบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน หากรับประทานยาติดต่อกันนานหลายปีจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดตับแข็งได้ แพทย์จึงต้องทำการตรวจเลือดผู้ป่วยเพื่อดูการทำงานของเม็ดเลือด ตับละไตเป็นระยะ
  • อาซิเทรติน (acitretin) เป็นยารับประทานในกลุ่ม vitamin A ได้ผลดีมากสำหรับสะเก็ดเงินชนิดตุ่มหนอง ผลข้างเคียงที่อาจพบ ได้แก่ ปากแห้งลอก ผิวแห้ง มือเท้าตึงลอก รอบเล็บอักเสบ ระดับไขมันในเลือดสูง และอาจทำให้เกิดตับอักเสบได้ ข้อควรระวังสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยานี้คือ ห้ามตั้งครรภ์เนื่องจากทารกในครรภ์อาจพิการได้ โดยต้องคุมกำเนิดขณะรับประทานและต้องคุมกำเนิดต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีหลังหยุดยา
  • ไซโคลสปอริน (cyclosporin) มีฤทธิ์ลดการอักเสบและยับยั้งภูมิคุ้มกันของร่างกาย ประสิทธิภาพในการรักษาดีใช้กรณีสะเก็ดเงินรุนแรงปานกลางถึงมาก ผลข้างเคียง ได้แก่ ขนยาว เหงือกบวม เป็นพิษต่อไต และความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงต้องเจาะเลือดติดตามการทำงานของไตและวัดความดันโลหิตเป็นระยะ
การฉายแสงอาทิตย์เทียม (Phototherapy)
     เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ได้ผลดีในการรักษาสะเก็ดเงิน โดยจะใช้รังสีอัลตราไวโอเลต ซึ่งปัจจุบันที่ใช้ในการรักษาโรคสะเก็ดเงินมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ รังสีอัลตราไวโอเลต A (320-400nm) และรังสีอัลตราไวโอเลต B (290-320nm) ซึ่งผู้ป่วยต้องมารับการรักษา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนติดต่อกัน โดยจะให้ผลดีประมาณ 70 - 80% ขึ้นไป พบผลข้างเคียงน้อย  ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการคันและแดงบริเวณผิวหนังที่ฉายแสงหลังทำการรักษา ข้อดีคือส่วนใหญ่การกลับเป็นซ้ำของโรคจะน้อยกว่าการรักษาโดยใช้ยาทาหรือยารับประทาน
ยาฉีดกลุ่มชีวภาพ (Biological agents)
     เป็นยาใหม่ที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย อยู่ในรูปยาฉีดเข้าเส้นหรือเข้าใต้ชั้นไขมัน ซึ่งยาบางชนิดฉีดสัปดาห์ละ  2 ครั้ง บางชนิดอาจฉีดห่างกันทุก 3 เดือน ซึ่งยาฉีดประเภทที่กล่าวมานี้ เช่น อะเลฟเซ็บ (Alefacept) อีทาเนอร์เซ็บ (Etanercept) อีฟาลิซูแม็บ (Efalizumab) อินฟลิกซิแมบ (Infliximab)  ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่เนื่องจากยาในกลุ่มนี้เป็นยาใหม่ จึงต้องติดตามผลข้างเคียงระยะยาว นอกจากการรักษาข้างต้นที่กล่าวมาแล้วนั้น การให้ความรู้ผู้ป่วยและญาติมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน การเข้าใจความจริงที่ว่าสะเก็ดเงินเป็นโรคไม่ติดต่อ ผู้ป่วยจะไม่ถูกรังเกียจจากคนรอบข้าง ญาติและคนใกล้ชิดควรเข้าใจและให้กำลังใจผู้ป่วย
ปัจจัยเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคสะเก็ดเงิน

  • พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงในคนมีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้
  • อาจติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียบางชนิดบ่อยๆเช่น โรคต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อ สเตร็ปโตคอกคัส
  • ภาวะมีความเครียด เพราะความเครียดส่งผลให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำหรือ ผิดปกติได้
  • มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคผิดปกติหรือบกพร่อง เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนกลุ่มนี้เช่น ผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) หรือโรคเอดส์
  • กินยาบางชนิดเช่น ยาลดความดันโลหิตบางชนิด หรือยาทางด้านจิตเวชบางชนิด หรือ ยาที่มีผลกดภูมิคุ้มกันต้านทานโรคเช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์
  • ในคนสูบบุหรี่ ซึ่งอาจจากสารพิษต่างๆในควันบุหรี่ส่งผลต่อภูมิคุ้มกันต้านทานโรค หรือ เพราะมีความเครียดจึงสูบบุหรี่
  • ในคนอ้วนหรือโรคอ้วน
การติดต่อของโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินเป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่นอนแต่เชื่อกันว่าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น พันธุกรรม ภูมิต้านทาน/ภูมิคุ้มกัน ที่ผิดปกติ สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ทำให้เกิดโรคสะเก็ดเงินขึ้นมาและโรคสะเก็ดเงินไม่ใช่โรคติดต่อ ดังนั้นคนที่สัมผัสคนเป็นโรคสะเก็ดเงินหรือผิวหนังส่วนเกิดโรคหรือแม้แต่สะเก็ดของผิวหนังส่วนเกิดโรคจึงไม่เกิดเป็นโรคสะเก็ดเงินแต่อย่างใด อีกทั้งยังไม่มีรายงานว่าโรคสะเก็ดเงินมีการติดต่อจากคนสู่คนหรือจากสัตว์สู่คน
การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคสะเก็ดเงิน

  • ปฏิบัติตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • ทายา กินยาตามแพทย์แนะนำอย่างถูกต้อง อย่าขาดยา
  • หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยต่อความรุนแรงของโรคดังกล่าวแล้ว โดยเฉพาะบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • อาบน้ำโดยใช้สบู่เด็กอ่อน อาจใช้สบู่สำหรับผิวแห้งมาก (สบู่ผสมน้ำมัน) ในบริเวณผิว หนังส่วนเกิดโรค
  • กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายแข็ง แรงลดโอกาสติดเชื้อ
  • ตากแดดอ่อนๆทุกวันตามแพทย์/พยาบาลแนะนำ
  • หลีกเลี่ยงภาวะที่จะทำให้เครียดเพราะความเครียดเป็นตัวเร็งให้อาการของโรคกำเริบ
  • รักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงและมีสุขภาพจิตที่ดี
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบก่อนนัดเมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลกับอาการ
การป้องกันตนเองจากโรคสะเก็ดเงิน เนื่องจากโรคสะเก็ดเงินยังไม่พบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัดดังนั้น การป้องกันโรคจึงยังไม่สามารถทำได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค คือ ต้องพยายามหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นของการเกิดโรค เช่น พยายามหลีกเลี่ยงความเครียดในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด การรับประทานยาบางชนิดควรมีการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา เช่น ยาลิเทียม ยาต่อต้านมาลาเรีย (Chlroquine)  ยาลดความดันโลหิต (Bota-Blocker) ยาในกลุ่มลดการอักเสบ (NSAIDs) พยายามดูแลผิวหนังไม่ให้บาดเจ็บจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หากเกิดอาการผิดปกติบริเวณผิวหนังควรมีการพบแพทย์โดยด่วน
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคสะเก็ดเงิน
มีรายงานการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคสะเก็ดเงินในคนยังมีการศึกษาไม่มาก สมุนไพรที่มีการวิจัยในคนของโรคสะเก็ดเงิน ได้แก่ ว่านหางจระเข้ โดยทดสอบในผู้ที่เป็นโรคเรื้อนกวาง 60 คน ใช้สารสกัดว่านหางจระเข้ (0.5%) ในรูปครีมทาบริเวณที่เป็นวันละ 3 ครั้ง นาน 16 สัปดาห์ และติดตามผลทุกเดือนอีก 12 เดือน พบว่าสารสกัดว่านหางจระเข้สามารถรักษาโรคเรื้อนกวางได้ 83.3% เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอกที่รักษาได้เพียง 6.6% นอกจากนี้มีตำรับยาทาที่มีส่วนประกอบคือ dimethicone 6 ออนซ์ cyclomethicone 2 ออนซ์ mineral oil 7.5 ซีซี. เจลว่านหางจระเข้ 7.5 ซีซี. วิตามินอี 7.5 ซีซี. วิตามินเอ 3.75 ซีซี. สังกะสี 3.75 ซีซี. และน้ำ 0.625 ซีซี. ว่าสามารถรักษาโรคสะเก็ดเงินได้  และสารสกัดน้ำจากบัวบก สามารถต้านการแบ่งตัวของเซลล์ผิวหนังชั้น keratin ที่ทดสอบในหลอดทดลองซึ่งในโรคเรื้อนกวางเป็นโรคที่มีการแบ่งตัวของผิวหนังชั้น keratin ที่เร็วกว่าปกติ ซึ่งผู้วิจัยคิดว่าบัวบกมีศักยภาพในการนำมาพัฒนาเป็นยาทาภายนอก
ว่านหางจระเข้ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aloe vera (L.) Burm.f. จัดอยู่ในวงศ์ XANTHORRHOEACEAE และอยู่ในวงศ์ย่อย ASPHODELOIDEAE

สรรพคุณของว่านหางจระเข้

  • วุ้นว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันและลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่าง ๆ
  • ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากนำน้ำยางไปเคี่ยวให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้สารสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเรียกว่า "ยาดำ" ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณที่ต้องการให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ
  • ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบนำมาแปะบริเวณแผลให้มิดชิดและใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงตรงแผลให้ชุ่มอยู่เสมอ หรือจะเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้
  • ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบาง ๆ นำมาทาหรือแปะไว้บริเวณแผลตลอดเวลา จะช่วยทำให้แผลหายเร็วมากขึ้นและอาจไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วย
  • ช่วยรักษาโรคสะเก็ดเงิน ช่วยลดการตกสะเก็ดและลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น
บัวบก ชื่อสามัญ Gotu kola ชื่อวิทยาศาสตร์ Centella asiatica (L.) Urb. จัดอยู่ในวงศ์ผักชี (APIACEAE หรือ UMBELLIFERAE)
สรรพคุณของใบบัวบก

  • ช่วยรักษาอาการมีหนองออกจากปัสสาวะ
  • ช่วยแก้อาการน้ำดีในร่างกายมากเกินไป
  • ช่วยแก้อาการฟกช้ำ ด้วยการใช้ใบบัวบกมาทุบให้แหลกแล้วนำมาโปะบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้ใบบัวบกประมาณ 40 กรัม ต้มกับเหล้าแดงประมาณ 250 ประมาณ 1 ชั่วโมงแล้วนำมาดื่ม
  • ใช้บัวบกตำนำมาพอกรักษาความร้อนบวมของโรคไฟลามทุ่ง หรือใช้รักษาอาการด้วยการใช้น้ำคั้นบัวบกนำมาผสมกับแป้งข้าวเหนียวทำเป็นแป้งเหลว พอกบริเวณที่เป็น
  • ช่วยรักษาพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย
  • ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ เช่น โรคเรื้อน โรคสะเก็ดเงิน หิด หัด เป็นต้น
  • บัวบกมีการนำมาผลิตเป็นแคปซูลวางจำหน่าย มีสรรพคุณในการช่วยบำรุงสมองเป็นหลัก (Brain tonic)
  • น้ำใบบัวบกเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับหน้าร้อนเป็นอย่างมาก เพราะมีฤทธิ์เป็นยาเย็นดับร้อนในร่างกายได้สารพัด
เอกสารอ้างอิง

  • ผศ.พญ.ชนิษฏา วงษ์ประภารัตน์.โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) .ภาควิชาอาจวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • นายแพทย์สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. สิงหาคม 2544 . Psoriasis. ตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป. ครั้งที่ สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ 10400. พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. หน้า 664-666
  • แนวทางเวชปฏิบัติโรคสะเก็ดเงิน Psoriasis . สถาบันโรคผิวหนัง.กรมการแพทย์.กระทรวงสาธารณสุข.หน้า14-26
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป "โซริอาซิส/โรคเกล็ดเงิน (Psoriasis)".  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 1019-1024.
  • โรคสะเก็ดเงิน-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison's principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • Roger C. Cornell, M.D.,Richard B. Stoughton, M.D. Topical Corticosteroid. 1985 Hoechst Aktiengesellscsast. West Germany. Page 17,28-31
  • Luba, K., and Stulberg, D. (2006). Chronic plaque psoriasis. Am Fam Physician, 73, 636-644.
  • อภิชาติ ศิวยาธร. กรกฎาคม Psoriasis. คลินิกโรคผิวหนังต้องรู้. ครั้งที่ 4. สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน กรุงเทพฯ 10400. พิมพ์ดี กรุงเทพฯ. หน้า 102-108
  • สมุนไพรรักษาโรคสะเก็ดเงิน.หัวข้อถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัย.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก


12

โรคเริม (Herpes simplex/Cold sore)
โรคเริม คืออะไร โรคเริม (Herpes simplex) เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งของผิวหนังและเยื่อเมือกต่าง ๆ (โดยเฉพาะบริเวณปากและอวัยวะเพศ) ทำให้มีลักษณะพุขึ้นเป็นตุ่มใสเล็ก ๆ แล้วแตกเป็นแผล ตกสะเก็ด ซึ่งหายได้เอง แต่มักกำเริบซ้ำและเป็น ๆ หาย ๆ เรื้อรัง ในปัจจุบันโรคเริม  เป็นอีกโรคหนึ่งที่พบได้บ่อยในเมืองไทย และมีแนวโน้มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีสาเหตุเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งชื่อ เฮอร์ปีส์ ซิมเพล็กซ์ (herpes simplex virus, ชื่อย่อ HSV) ทั้งนี้คำว่า herpes ของโรคเริม  มีรากศัพท์มาจากภาษาอังกฤษหมายถึงเวลาคืบคลาน ซึ่งฮิปโปเครติสเป็นผู้ริเริ่มใช้คำนี้เป็นคำแรก กล่าวกันว่าในยุคโรมันได้มีการระบาดของแผลที่ปากเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามการใช้คำนี้ในระยะยังคงสับสนมากและยังใช้เรียกชื่อแผลที่ผิวหนังอีกหลายชนิด โรคเริ่มในปัจจุบันพบบ่อยอีกโรคหนึ่ง พบได้ในทุกอายุ แต่พบได้บ่อยกว่าในวัยหนุ่มสาวและในวัยผู้ใหญ่ โอกาสเกิดโรคใกล้ เคียงกันทั้งในผู้หญิงและในผู้ชาย และจัดเป็นโรคติดต่อ ส่วนผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำมักมีอาการ                           ที่มา : Wikipedia
กำเริบได้บ่อยและรุนแรงกว่าปกติ ส่วนในเด็กทารกและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ อาจมีอาการรุนแรง โดยเชื้อสามารถแพร่เข้าสู่กระแสเลือดกระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว แต่ส่วนใหญ่การติดเชื้อเริมมักไม่แสดงอาการ แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปให้ผู้อื่นได้
สาเหตุของโรคเริม ดังที่กล่ามาแล้วว่าโรคเริมเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ชื่อ เฮอร์ปี ซิมเพล็กไวรัส หรือ เรียกย่อว่า เอชเอสวี (Herpes simplex virus, HSV) ซึ่งไวรัสของโรคเริมนี้เป็นไวรัสต่างชนิดกับโรคงูสวัดและโรคอีสุกอี ใส ถึงแม้จะก่อให้เกิดตุ่มน้ำกับผิวหนังได้คล้ายๆกัน
ในทางการแพทย์สามารถแยกเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคเริมนี้เป็น 2 ชนิด คือ

  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 1 (herpes simplex virus type I ชื่อย่อ HSV-I)
  • เฮอร์ปีส์ ชนิดที่ 2 (herpes simplex virus type II ชื่อย่อ HSV-II)


ซึ่งแต่เดิมเคยเชื่อว่า เฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 1 เกิดโรคเฉพาะที่ช่องปากและริมฝีปาก ส่วนเฮอร์ปีส์ซิมเพลกซ์ 2 เกิดโรคเฉพาะที่อวัยวะเพศภายนอกและช่องคลอด แต่ปัจจุบันพบว่าไวรัสทั้ง 2 ชนิด สามารถก่อโรคได้กับผิวหนังทั้ง 2 แห่งได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่เชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่ปากมากกว่าที่อวัยวะเพศ ส่วนเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 มักจะทำให้เกิดอาการกำเริบที่อวัยวะเพศมากกว่าที่ปาก  อนึ่ง HSV เป็นเชื้อไวรัสที่จัดอยู่ใน Fsmily Herpesviridae Subfamily Alphaherpesvirinae ไวรัสตระกูลนี้ทำให้เกิดการติดเชื้อแบบแอบแฝง (latent infection) ที่ปมประสาท
อาการของโรคเริม หลังจากได้รับเชื้อแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะเริ่มต้นแสดงอาการ คันๆ เจ็บๆ หรือปวดแสบร้อนบริเวณผิวหนัง แล้วต่อมาจะเริ่มมีอาการอักเสบของผิวหนัง เกิดอาการบวม แดง ร้อน และเริ่มพองเป็นตุ่ม น้ำใส เรียงตัวเกาะกันเป็นกลุ่มๆ กลุ่มละ 2-10 เม็ด ลักษณะคล้ายไข่ปลาหรือพวงองุ่น ต่อมาตุ่มน้ำใสเหล่านี้ ก็จะพองโตและแตกออกกลายเป็นแผลเปิดชนิดแผลตื้นๆ หลายแผลติดๆ กัน คล้ายแผลร้อนในภายในช่องปาก และมักจะหายได้เอง ภายใน 1-3 สัปดาห์ ในกรณีที่มีอาการของโรคเริมครั้งแรก ในบางคนอาจมีอาการอ่อนเพลีย ครั่นเนื้อครั่นตัว ไข้ต่ำๆ คล้ายกับอาการของไข้หวัดร่วมด้วย
โดยก่อนหน้าจะเกิดตุ่มพอง อาจอ่อนเพลียแต่ไม่มีอาการอื่น จึงมักไม่รู้ตัวว่า ติดโรค หรือบางคนอาจมีอาการคล้ายไข้หวัดนำก่อน 1 - 3 วันเช่น ไข้สูง หรือ ไข้ต่ำ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยเนื้อตัว และเมื่อเกิดในปากอาจกินอาหารแล้วเจ็บทำให้กินได้น้อย ผอมลง
ทั้งนี้ในทางการแพทย์สามารถแบ่งชนิดการติดเชื้อของโรคเริมได้ดังนี้

  • การติดเชื้อในช่องปากและเหงือกอักเสบ คออักเสบ ส่วนใหญ่การติดเชื้อครั้งแรกมักไม่ปรากฏอาการ ประมาณ 1-2 วันจะพบเม็ดตุ่มพองขึ้นที่เยื่อเมือกของช่องปาก โดยปกติจะพบรอยโรคเฉพาะที่เยื่อเมือกในช่องปากและพบได้หลายตำแหน่งอาจเป็นข้างเดียว หรือทั้ง 2 ข้าง แผลจะค่อยหายภายใน 2 สัปดาห์ ในผู้ใหญ่มักพบ คออักเสบหรือทอนซิลอักเสบ มีอาการเจ็บคอ มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอโต อาจพบแผลในลำคอ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย
  • การติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก ภายหลังกาติดเชื้อ HSV-1 ครั้งแรก ตำแหน่งที่พบคือ ริมฝีปากบริเวณรอยต่อของผิวหนังและเยื่อเมือก อาการจะเริ่มจะเกิดเม็ดแดงแสบคันประมาณ 1-2 วัน ต่อมากลายเป็นตุ่มหนองใสขึ้นเป็นกลุ่มเรียก cold sore หรือ fever blister
  • การติดเชื้อเริมที่กระจกตาและเยื่อบุตา การติดเชื้อทำให้เกิดอาการตาแดงข้างเดียวก่อน และจะลามไปที่กระจกตา เริ่มแรกจะเป็นแผลตื้น ต่อไปแผลจะลามมีลักษณะแตกกิ่งก้านหรือเป็นแผลรูปกลม ทำให้ตาบอดได้
  • การติดเชื้อเริมที่สมอง จะทำให้เกิดสมองอักเสบ พบได้ทั้งการติดเชื้อครั้งแรกและซ้ำอาการที่พบคือมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการทางประสาท มีอาการเด่นชัดคือ อาการอักเสบของสมองเฉพาะส่วน ผู้ป่วยจะมีอาการชัก อัมพาตครึ่งซีก พูดไม่ได้
  • การติดเชื้อที่อวัยวะสืบพันธุ์ genital herpes) HSV-2 จะระบาดติดเชื้อทางผิวหนังและระบาดไปยังบริเวณอื่น ทำให้เกิดอาการบวมพุพอง บริเวณอวัยวะเพศและทวารหนัก มีอาการคัน ปวดแสบร้อนและเจ็บบริเวณที่เกิดรอยโรคในผู้หญิงทำให้เกิดการอักเสบที่ปากมดลูกช่องคลอดอักเสบ มักเกิดตุ่มแดง บางครั้งเกิดที่ขาอ่อนหรือสะโพกก้น หลังจากเวลาผ่านไปเล็กน้อยจะมีไข้ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบบวม หลังจากเชื้อแฝงตัวที่ปมประสาท ถ้ามีการกระตุ้น เช่นอ่อนเพลีย มีประจำเดือน จะมีอาการคัน ปวดที่อวัยวะเพศ อาการจะคงอยู่ 1-2 วัน ก่อนที่จะมีแผลพุพอง เมื่อเกิดแผลพุพองจะแสดงอาการเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะหายไป โดยพบว่าการติดเชื้อในสตรีมักรุนแรงกว่าบุรุษ


นอกจากนี้โรคเริมเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้โดยเมื่ออาการของโรคเริมหายดีแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท ซึ่งยาไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปทำลายได้ เป็นระยะพักหรือ หลบซ่อนตัวของเชื้อไวรัสโดยที่ไม่แสดงอาการออกมา รอเวลาจนกว่าสภาวะความแข็งแรงของร่างกายลดต่ำลง เช่น ตอนอ่อนเพลีย ภูมิต้านทานของร่างกาย ลดต่ำลง สตรีที่กำลังมีประจำเดือน ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในภาวะที่ทำงานหนัก พักผ่อนน้อยเกินไป อารมณ์เครียด คิดมาก กำลังเจ็บป่วย อากาศร้อนและแสงแดดจัด เมื่อใดก็ตามที่สภาวะของร่างกายอ่อนแอ โรคนี้ก็จะกลับมาเป็นซ้ำได้ใหม่ ณ ตำแหน่งที่เดิมหรือใกล้เคียง
แนวทางการรักษาโรคเริม แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเริมได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย และจากลักษณะตุ่มน้ำ โดยมักตรวจพบตุ่มน้ำใสขนาด 2-3 มิลลิเมตร หลายตุ่มอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ หรือพบตุ่มตกสะเก็ดหรือแผลเล็ก ๆ คล้ายรอยถลอกในบริเวณผิวหนังส่วนใดส่วนหนึ่ง ริมฝีปาก หรือที่อวัยวะเพศ และอาจตรวจพบต่อมน้ำเหลืองในบริเวณใกล้เคียงโตและเจ็บ ผู้ป่วยบางรายอาจมีไข้ร่วมด้วย อาจตรวจพบแผลขึ้นพร้อมกันหลายแห่งในช่องปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กเล็กที่เป็นเริมในช่องปาก แต่ถ้าหากแพทย์ไม่แน่ใจว่าใช่อาการของเริมหรือไม่แพทย์ก็อาจจะมีการสั่งตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่ม เช่น การตรวจเลือด การเพาะเชื้อตรวจหาสารก่อภูมต้านทาน การทดสอบทางน้ำเหลืองเพื่อหาระดับภูมิต้านทาน เนื่องจากอาการของเริมนั้นค่อนข้างคล้ายกับโรคอื่น ๆ อาทิ โรคงูสวัด แผลร้อนใน และการติดเชื้อแบคทีเรีย
ปัจจุบันโรคเริมยังคงเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายสนิทได้ ซึ่งโดยหลัก ๆ แล้วการรักษาโรคเริมจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ

  • การบรรเทาอาการเจ็บปวด
  • การควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส


ซึ่งโรคเริมที่พบมากคือ บริเวณริมฝีปาก ช่องปาก และอวัยวะสืบพันธุ์ ดังนั้นจึงกล่าวถึงเฉพาะบริเวณดังกล่าวดังนี้ เนื่องจากโรคเริมเกิดจากเชื้อไวรัสและสามารถหายได้เอง จึงแนะนำให้รักษาตามอาการ เช่น ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอล เมื่อมีอาการปวด หรือมีไข้ และอาจจะประคบเย็นให้กับแผล เช่น การทำ wet dressing (การนำผ้าก๊อซมาชุบน้ำเกลือหมาดๆ วางลงด้านบนของแผล) เพื่อให้ความเย็น รู้สึกสบายแก่แผล และช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และในกรณีที่แผลแตกเป็นแผลอาจมีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียเป็นหนอง อาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย การใช้ยาต้านไวรัส ซึ่งในปัจจุบันมี 3 ชนิด คือ  อะไซโคลเวียร์ (acyclovir), แฟมไซโคลเวียร์ (famciclovir), และวาลาไซโคลเวียร์ (valaciclovir) ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ในการใช้ยากลุ่มนี้ ควรใช้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่ไวรัสจะหยุดการเพิ่มจำนวน จึงจะเกิดประโยชน์สูงสุด ในทางปฏิบัติเมื่อตุ่มน้ำใสแตกออกเป็นแผลแล้วจะไม่แนะนำให้ใช้ยาต้านเชื้อไวรัส เพราะเป็นระยะที่ไวรัสหยุดการเพิ่มจำนวนแล้ว ในรายที่เป็นครั้งแรก ควรใช้ยาเม็ด เช่น อะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 5 ครั้ง (ทุก 4 ชั่วโมง) เป็นระยะเวลาติดต่อกัน 5 วัน ในรายที่กลับมาเป็นใหม่ (recurrent attack) อาจรักษาตามอาการ หรือใช้ยาทาอะไซโคลเวียร์ ซึ่งควรใช้ทันทีที่เริ่มมีอาการ อาจช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น และควรใช้ยาทาชนิดนี้ วันละ 5 ครั้ง ทุก 3-4 ชั่วโมง ในรายที่มีการกลับมาเป็นโรคเริมได้บ่อยๆ เช่น เป็นโรคเริมทุกเดือน ในกรณีนี้อาจใช้ยาในขนาดป้องกัน การเกิดโรคเริม ด้วยการกินยาเม็ดอะไซโคลเวียร์ ขนาด 200 มก./เม็ด วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกันทุกวัน จะช่วยลดการกลับมาเป็นใหม่ได้ดี
กลุ่มบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคเริม
โรคเริมสามารถพบได้ในทุกช่วงอายุดังนั้นทุกคนมีโอกาสติดโรคเริมได้ (ทั้งบริเวณปากและอวัยวะสืบพันธุ์) แต่มีรายงานว่าการติดเชื้อมากกว่าร้อยละ ๘๕ ของประชากรโลก โดยติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ที่เป็นสาเหตุของโรคเริมที่ปาก (HSV1)
ซึ่งการติดเชื้อครั้งแรกเกิดขึ้นในวัยเด็กเป็นส่วนใหญ่ อุบัติการณ์สูงสุดเกิดในเด็กระหว่างอายุ ๖ เดือน ถึง ๓ ขวบ เด็กในชุมชนแออัดและสุขอนามัยไม่ดีมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าแต่ในปัจจุบันพบในวัยหนุ่มสาวเพิ่มมากขึ้น
การติดต่อของโรคเริม จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีสภาพการณ์ดังนี้
มีเชื้อไวรัสในน้ำเหลืองจากแผล น้ำลาย น้ำเหลืองหรือน้ำอสุจิ (semen) แล้วเชื้อไวรัสต้องเข้าสู่ผิวหนังที่มีรอยถลอกหรือรอยแผล และอาจจะเข้าสู่เยื่อเมือก เช่น บริเวณปากและอวัยวะเพศ
เมื่อไวรัสเข้าสู่ร่างกายแล้วจะมีกระบวนการติดเชื้อ ดังนี้
เฮอร์ปีส์ไวรัสจะแทรกซึมเข้าไปในเซลล์ผิวหนังที่อยู่ชั้นล่างๆของผิวหนังโดยที่บางครั้งก็ไม่มีอาการ
แต่บางรายไวรัสจะแบ่งตัวและทำลายเซลล์ผิวหนัง จึงมีการอักเสบทำให้มีตุ่มน้ำใสเกิดขึ้นเป็นกลุ่ม อยู่บนปื้นแดง เมื่อตุ่มน้ำแห้งหรือแตกไปจะเกิดเป็นสะเก็ด แล้วหายโดยไม่มีแผลเป็น
ภายหลังการแบ่งตัวครั้งแรกแล้ว ไวรัสจะเข้าไปตามเส้นประสาทที่เลี้ยงผิวหนังบริเวณที่เกิดโรคแล้วเข้าไปแฝงตัวอยู่ที่ปมประสาทโดยไม่มีการแบ่งตัว ทำให้ทั้งไวรัสและเซลล์ประสาทอยู่ด้วยกันได้เป็นปกติ ซึ่งเชท้อนี้มีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 2-12 วัน แต่โดยเฉลี่ย 6-7 วัน
เราไม่ทราบแน่ชัดว่ามีช่วงใดบ้างที่ไวรัสจะมีการแบ่งตัวและแพร่กระจายออกมาจากเซลล์ที่แฝงตัวอยู่ ในช่วงนี้เองที่จะพบไวรัสในของเหลวของร่างกาย ทำให้เกิดการติดเชื้อแก่ผู้สัมผัสได้ และบ่อยครั้งที่การแบ่งตัวของไวรัสเกิดขึ้นโดยไม่มีอาการ
ซึ่งการติดต่ออาจเกิดจากการสัมผัสโดยตรงกับตุ่มแผลที่เป็นโรค จากน้ำ จากตุ่มพอง จากน้ำลาย จากสารคัดหลั่ง หรือจากเมื่อใช้ของใช้ร่วมกัน การจูบ การกิน จากมือติดโรคป้ายตาจึงเกิดโรคที่ตา และเมื่อเกิดกับอวัยวะเพศ จะก่อให้เกิดการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ และติดต่อจากแม่สู่ลูกได้ขณะคลอด ถ้าขณะคลอดมารดาติดเชื้อนี้ที่อวัยวะเพศ เมื่อติดเชื้อเริมมักไม่มีอาการอะไร แต่เชื้อจะอยู่ในตัวตลอดชีวิต ในปมประสาท รอจนเมื่อร่างกายอ่อนแอลงจึงแสดงอาการแล้วเป็นอีกได้เรื่อยๆ บางครั้งอาจเกิดถึงปีละ 3 ครั้ง แต่จะค่อยๆห่างไปเมื่อสูงอายุขึ้น มักเกิดอาการตามหลังช่วงที่มีภูมิคุ้มกันต้านทานต่ำ เช่น อาการเครียด พักผ่อนน้อย อ่อนเพลีย ถูกแสงแดดจัด หลังผ่าตัด หรือช่วงมีประจำเดือน

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยเป็นโรคเริม

  • ควรรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่เครียดจนเกินไป หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นใหม่
  • แยกของใช้ เครื่องใช้ ส่วนตัว รวมทั้งแก้วน้ำและช้อน
  • รักษาความสะอาดบริเวณตุ่มพอง และเครื่องใช้ต่างๆ รวมทั้งไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกันเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
  • ตัดเล็บให้สั้น ป้องกันการเกา และตุ่มน้ำติดเชื้อจากการเกา
  • ดื่มน้ำสะอาดมากๆอย่างน้อย 6 - 8 แก้วต่อวันเมื่อไม่มีโรคต้องจำกัดน้ำดื่ม เช่น โรคหัวใจล้มเหลว
  • งดการสัมผัส หรือมีเพศสัมพันธ์กับรอยแผลของโรคเริม จนกระทั่งแผลหายดีแล้ว พยายามหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับบริเวณที่เป็นแผล เพราะอาจจะแพร่ไปสู่คนใกล้ชิด หรือบริเวณอื่นๆ ของร่างกายได้ ถ้าจำเป็นควรใช้เครื่องป้องกัน เช่น สวมถุงยางอนามัย เป็นต้น
  • ควรเลือกใช้เครื่องแต่งกายที่ขนาดพอดีตัว ไม่คับเกินไป อาจเลือกชุดที่ทำด้วยฝ้าย
  • สตรีที่เป็นเริมที่อวัยวะเพศโอกาสเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจภายในเดือนละ 1-2 ครั้ง
  • รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
  • ตุ่มพองลุกลามมาก
  • ไข้สูง ไข้ไม่ลงภายใน 1 - 3 วัน
  • เริ่มมีอาการทางดวงตา เช่น เริ่มเจ็บตา เคืองตา น้ำตาไหล
  • ตุ่มน้ำเป็นหนอง เพราะอาจเกิดอาการติดเชื้อแบคทีเรีย
การป้องกันตนเองจากโรคเริม เนื่องจากผู้ติดเชื้อเริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดเชื้อซ้ำ ผู้ป่วยมักไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อให้ผู้อื่นได้อยู่ โดยเชื้ออาจมีอยู่ในน้ำตา น้ำลาย คอหอย อวัยวะเพศ ทวารหนัก ท่อปัสสาวะ การป้องกันการติดเชื้อเริมจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก เพราะไม่มีทางแยกออกได้ว่าใครบ้างที่เป็นผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันเริมที่ดีที่สุด ก็คือการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการติดเชื้อทุกชนิด เช่น

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสแผล น้ำลาย หรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีตุ่มตามผิวหนังหรือเยื่อเมือก หรือผู้ป่วยที่มีแผลเปื่อยในช่องปาก
  • หลีกเลี่ยงการเที่ยวหญิงบริการ และมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่ครอง
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของเครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น จานชาม แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว
  • รักษาสุขอนามัย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบทั้งห้าหมู่ในทุก ๆ วัน นอนหลับพักผ่อนให้เพียง และทำให้จิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส/หลีกเลี่ยงความเครียด


สำหรับวัคซีนป้องกันการติดเชื้อ HSV ทั้งชนิด live หรือ attenuated  หรือ subunit vaccine  กำลังอยู่ระหว่างการทดลองในสัตว์
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคเริม
พญายอ ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus nutans (Burm.f.) Lindau วงศ์ Acanthaceae ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์    C. burmanni Nees สารสำคัญที่ออกฤทธิ์    สารฟลาโวนอยด์ มีฤทธิ์ลดการอักเสบ สารกลุ่ม monoglycosyl diglycerides เช่น 1,2-O-dilinolenoyl-3-O-b-d-glucopyranosyl-sn-glycerol และสารกลุ่ม glycoglycerolipids จากใบ  มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเริม ฤทธิ์ต้านเริม สารสกัดน้ำจากใบ มีฤทธิ์ต้านไวรัส Herpes simplex type 1 และ type 2 โดยตรงก่อนที่ไวรัสจะเข้าสู่เซลล์ และสารสกัดจากใบความเข้มข้นตั้งแต่ 1:1,200 นาน 30 นาที สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อ HSV 2 โดยตรงก่อนเพาะเลี้ยงลงเซลล์ สารสกัดเมทานอลและสารสกัดน้ำจากใบไม่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัส HSV-2 และ HSV-1, HSV-2 ในเซลล์ ตามลำดับ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ทั้งชายและหญิงจำนวน 27 คน ได้รับการรักษาด้วยครีมจากสารสกัดเอทานอลจากใบพญายอ 5% (dilution 1:4,800) เปรียบเทียบกับการรักษาด้วยยา acyclovir cream จำนวน 26 คน และยาหลอก 24 คน  โดยทาแผลวันละ 4 ครั้ง ติดต่อกัน 6 วัน พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยครีมพญายอ และ acyclovir cream แผลตกสะเก็ดในวันที่ 3 และหายภายในวันที่ 7 ต่างจากแผลของผู้ป่วยที่ใช้ยาหลอก จะตกสะเก็ดในวันที่ 4-7 และหายในวันที่ 7-14 หรือนานกว่านั้น ครีมพญายอไม่ทำให้เกิดอาการอักเสบ ระคายเคือง ในขณะที่ acyclovir cream ทำให้แสบ
ผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำ จำนวน 56 ราย ได้รับการรักษาด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ เปรียบเทียบการรักษากับยา acyclovir cream จำนวน 54 คน และยาหลอก 53 คน ทาตุ่มหรือแผลวันละ 4 ครั้ง เป็นเวลา 6 วัน พบว่ากลุ่มที่รักษาด้วยยาจากสารสกัดพญายอแผลจะตกสะเก็ดภายใน 3 วัน และหายภายใน 7 วัน ไม่มีอาการแสบแผล  และไม่มีความแตกต่างจากการรักษาด้วย acyclovir cream แต่ยา acyclovir cream จะทำให้แสบแผล
จักรนารายณ์ ชื่อสามัญ Purple passion vine, Purple velvel plant ชื่อวิทยาศาสตร์ Gynura divaricata (L.) DC. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Gynura ovalis DC., Gynura auriculata Cass.) จัดอยู่ในวงศ์ทานตะวัน (ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE) พบว่าสารสกัดเอทานอลมีคุณสมบัติในการต้านไวรัสเฮอร์ปีส์ (Herpes) ซึ่งเป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเริม โดยสารที่แสดงฤทธิ์ต้านไวรัสชนิดนี้คือสารผสมของกรดคาฟีออยควินิก (3, 5- และ 4, 5-di -O-caffeoyl quinic acids) และจากการศึกษาร่วมกับการศึกษาในสัตว์ทดลองก็ไม่พบว่าสมุนไพรจักรนารายณ์มีพิษแต่อย่างใด อีกทั้งยังมีศักยภาพเป็นยาทาภายนอกที่ช่วยบรรเทาอาการอักเสบหรือระคายเคืองที่ผิวหนังซึ่งเกิดจากการแพ้ แมลงสัตว์กัดต่อย และโรคเริม
นอกจากนี้สมุนไพรจักรนารายณ์ยังมีฤทธิ์ต้านไวรัสเริมในหลอดทดลอง ซึ่งสารกลุ่มที่แสดงฤทธิ์ดังกล่าว ได้แก่ กลุ่ม 1, 2-bis-dodecanoyl-3-alpha-D-glucopyranosyl-sn-glycerol, dicaffeoyl quinic acids, sitosteryl- และ stigmasteryl glucosides จึงได้มีการทดลองใช้เจลต้านอักเสบที่มีสารสกัดจากจักรนารายณ์เป็นตัวยาในผู้ป่วยที่เป็นเริมที่ริมฝีปาก โดยพบว่าปริมาณไวรัสมีแนวโน้มลดลงเมื่อเทียบกับยาหลอก
แต่ทั้งนี้สมุนไพรที่มีรายงานในการรักษาโรคเริมได้ผลดีที่สุดและเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลาย คือพญายอ เนื่องจากมีการศึกษาทางคลินิกอย่างแพร่หลายและได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เช่นในการศึกษาในผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ ชนิด HSV-2 ทั้งชนิดที่ติดเชื้อครั้งแรกและติดเชื้อซ้ำ จำนวน 163 ราย และ 77 ราย ให้ผู้ป่วยทายาบริเวณแผล วันละ 4 ครั้ง หรือ ทุก 5 ชั่วโมง พบว่าทำให้อาการดีขึ้น และการศึกษาผลของการใช้ยาจากใบพญายอที่ทำให้อยู่ในรูปของทิงเจอร์และ กลีเซอรีน เพื่อใช้ในผู้ป่วยโรคเริม งูสวัด และแผลอักเสบในปาก จำนวน 16 ราย พบว่าสามารถรักษาแผลและลดการอักเสบได้ผลดี โดยระยะเวลาที่อาการปวดและแผลหายไป จะอยู่ระหว่าง 1-3 วัน นอกจากนี้พบว่า ยาครีมที่ได้จากสารสกัดใบพญายอ ไม่พบอาการข้างเคียงในการใช้
เอกสารอ้างอิง

  • ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด.การใช้บาในโรคเริม.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่318.คอลัมน์ล้านคำถามเรื่องยาปรึกษาเภสัชกร.ตุลาคม.2548
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison's principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • ประเสริฐ ทองเจริญ.(2528).เริม.กรุงเทพฯ,สำนักพิมพ์เมดาร์ท จำกัด.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  "เริม (Herpes simplex)".  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 969-974.
  • Molly,E.(2003).Acyclovir,A commonly used medication for HIV and AIDS patient.(Online).Available: March 1
  • ศ.นพ.สมยศ จารุวิจิตรรัตนา.โรคเริม.นิจสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่320.คอลัมน์โรคน่ารู้.ธันวาคม.2548
  • อภิชาต ศิวยาธร.(2538). โรคเริมที่อวัยวะเพศ.ในพิไลพันธ์ พุธวัฒนะ และชโลบล อยู่สุข. Human Herpesviuses. กรุงเทพฯ,สาขาจุลชีววิทยา ปรสิตวิทยาและอิมมิวโนวิทยามหาวิทยาลัยมหิดล.โรงพิมพ์อักษรสมัย,หน้า12.7-12.9
  • เริม-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.
  • จันทพงษ์ วะสีและคณะ.(2530).ไวรัสวิทยาการแพทย์.กรุงเทพฯ สาขาไวรัสวิทยาภาควิชาจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลซโรงพิมพ์อักษรสมัย
  • Yoosook C, Bunyapraphatsara N, Boonyakiat Y, Kantasuk C.  Anti-Herpes simplex virus activities of crude water extracts of Thai medicinal plants.  Phytomedicine 1999;6(6): 411-9.
  • พญายอ.ฉบับประชาชน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. http://www.disthai.com/
  • หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  "จักรนารายณ์".  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  หน้า 178.
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ ทวีผล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ชวลิตธำรง สุทธิโชค จงตระกูลศิริ.  การศึกษาฤทธิ์ของสารสกัดจากใบเสลดพังพอนและใบพญายอต่อเชื้อ Herpes simplex virus type-2 ในหลอดทดลอง.  วารสารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2535;34(4):153-8.
  • สมุนไพรรักษาโรคเริม.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Yoosook C, Panpisutchai Y, Chaichana S, Santisuk T, Reutrakul V.  Evaluation of anti-HSV-2 activities of Barleria lupulina and Clinacanltus nutans.  J Ethnopharmacol 1999;67:179-87.
  • สมชาย แสงกิจพร เครือวัลย์ พลจันทร ปราณี ธวัชสุภา ปราณี จันทเพ็ชร.  การรักษาผู้ป่วยโรคเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ชนิดเป็นซ้ำด้วยยาสารสกัดของใบพญายอ.  วารสารกรมการแพทย์ 2536;18(5):226-31
  • ดร.เรณู อยู่เจริญ.เริม....ภัยเงียบจากไวรัส.วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ปีที่4ฉบับที่4 ตุลาคม 2554-กันยายน2555.หน้า23-29
  • ชื่นฤดี ไชยวสุ เครือวัลย์ พลจันทร สมชาย แสงกิจพร มาลี บรรจบ ปราณี ชวลิตธำรง.  การศึกษาทดลองในคน : การรักษาผู้ป่วยโรคเริม Herpes simplex virus type 2 ที่อวัยวะสืบพันธุ์ด้วยยาจากสารสกัดใบพญายอ.  วารสารโรคติดต่อ 2535;18(3):152-61.


13

โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
โรคธาลัสซีเมีย เป็นอย่างไร โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย (thalassemia) เป็นโรคโลหิตจาง จากกรรมพันธุ์สาเหตุจากความผิดปกติของการผลิตฮีโมโกลบิน ทําให้สร้างลดน้อยลง (thalassemia) แล้วก็หรือสร้างฮีโมโกลบินไม่ดีเหมือนปกติ (hemoglobinopathy) เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติแล้วก็แก่สั้น (hemolytic anemia) รวมทั้งแตกง่าย โรคธาลัสซีภรรยามีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบ autosomal พูดอีกนัยหนึ่ง ทั้งยังบิดาแล้วก็มารดาของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีภรรยาจะมีธาลัสซีภรรยาแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีภรรยา (thalassemia trait, carrier, heterozygote) หรือเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ซึ่งจะส่งผลทำให้คนป่วยกำเนิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังแล้วก็มีภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา  ทั้งนี้โรคธาลัสซีภรรยาจัดเป็นโรคโลหิตจางด้านกรรมพันธุ์ที่มักพบที่สุดในโลก สามารถเจอได้ทั่วโลก แต่เจอได้สูงในแถบเอเซียอาคเนย์ แล้วก็คนในถิ่นสมุทรเมดิเตอร์เรเนียน ในประเทศไทย ในประเทศไทย เจอคนไข้โรคนี้จำนวนร้อยละ 1 แล้วก็เจอผู้เป็นพาหะของโรค หรือคนที่มียีนซ่อนเร้นราวๆจำนวนร้อยละ 30-40 สุดแต่ภูมิภาค ในจังหวัดพิษณุโลกเจอผู้เป็นพาหะร้อยละ 30.5
ที่มาของโรคธาลัสซีเมีย มีสาเหตุจากความเปลี่ยนไปจากปกติด้านกรรมพันธุ์ ที่สามารถถ่ายทอดต่อๆกันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือคนไข้ (คนที่มีลักษณะแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ผิดปกติมาจากข้างบิดาและก็แม่ทั้งคู่ยีน ส่วนคนที่รับยีนเปลี่ยนไปจากปกติมาจากฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่มีอาการป่วยเป็นโรคนี้รวมทั้งมีสุขภาพปกติดี แต่จะมียีนไม่ปกติแฝงอยู่ในตัวรวมทั้งสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป เรียกว่า พาหะธาลัสซีเมีย  เหตุเพราะความเปลี่ยนไปจากปกติทางกรรมพันธุ์มีได้หลากหลายลักษณะ โรคนี้ก็เลยแบ่งได้เป็น 2 กรุ๊ป ยกตัวอย่างเช่น แอลฟาทาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และอนุภาคเบตาทาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวกับความแปลกของยีนในการควบคุมการผลิตโปรตีนโกลบินชนิดแอลฟารวมทั้งเบตาตามลำดับทั้ง 2 กลุ่มนี้ ยังสามารถแบ่งเป็นจำพวกย่อยๆได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรงมากมายน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งสำเร็จจากการจับคู่ระหว่างยีนแตกต่างจากปกติชนิดต่างๆตัวอย่างเช่น หากคนไหนกันแน่รับการถ่ายทอดสารพันธุบาปชนิด อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือ เบต้า - ธาลัสซีเมีย มาจากบิดาหรือมารดาเพียงแต่ฝ่ายเดียว ก็จัดว่าผู้นั้นเป็นพาหะอัลฟาธาลัสซีภรรยา พาหะฮีโมโกลบินคอนแสตนสปริงค์ พาหะเบต้าธาลัสซีเมีย หรือพาหะฮีโมโกลบินอี แต่ว่าถ้าหากคนไหนกันแน่ได้รับการถ่ายทอดสารพันธุบาปจำพวก อัลฟา - ธาลัสซีภรรยา หรือชนิด เบต้า - ธาลัสซีภรรยา มากจากพ่อและคุณแม่ ก็ถือว่าผู้นั้นเป็น
โรคธาลัสซีเมีย เช่น โรคฮีโมโกลบินเฮช โรคฮีโมโกลบินบาร์ท โรคเบต้าธาลัสซีภรรยา หรือ โรคเบต้าธาลัสซีเมียฮีโมโกลบิน เป็นต้น
                สรุปได้ว่าด้วยเหตุว่าธาลัสซีภรรยาเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม จึงมีความหมายว่า พ่อหรือแม่ของคนเจ็บอาจเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเป็นพาหะและก็ส่งต่อพันธุกรรมกลุ่มนี้มายังลูก ผู้ที่ได้รับกรรมพันธุ์หรือยีนจากพ่อหรือแม่เพียงแค่ฝ่ายเดียวเรียกว่าธาลัสซีภรรยาแฝง ไม่นับว่าเป็นโรค โดยผู้ที่เป็นธาลัสซีภรรยาซ่อนเร้นจะไม่เกิดอาการอะไรก็แล้วแต่แต่ว่าสามารถเป็นพาหะและก็ส่งต่อยีนนี้ไปสู่รุ่นต่อไปได้
โอกาสเสี่ยงที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีเมียจากกรรมพันธุ์

  • ถ้าบิดาหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกข้างปกติบริบูรณ์ดี โอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะเท่ากับ 50% และก็โอกาสที่บุตรจะปกติบริบูรณ์เท่ากับ 50%
  • ถ้าทั้งพ่อและก็แม่ต่างฝ่ายต่างเป็นพาหะของโรค โอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50%, โอกาสที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 25% รวมทั้งจังหวะที่ลูกจะปกติบริบูรณ์พอๆกับ 25%
  • หากพ่อหรือแม่ฝ้ายข้างใดข้างหนึ่งเป็นพาหะของโรค ส่วนอีกฝ่ายเป็นโรคธาลัสซีภรรยา โอกาสที่ลูกจะเป็นพาหะพอๆกับ 50% รวมทั้งจังหวะที่บุตรจะเป็นโรคธาลัสซีภรรยาพอๆกับ 50%
  • ถ้าเกิดทั้งยังบิดารวมทั้งแม่ต่างข้างต่างเป็นโรคธาลัสซีภรรยา ช่องทางที่บุตรจะป่วยเป็นโรคธาลัสซีภรรยาเท่ากับ 100%


นอกจากนั้นธาลัสซีภรรยาแต่ละจำพวกยังปรากฏเอกลักษณ์อีกหลายประการ ซึ่งก่อกำเนิดความร้ายแรงของอาการในระดับที่ต่างกันอีกด้วย
อาการของโรคธาลัสซีภรรยา
โรคทาลัสซีเมียจำพวกที่ร้ายแรงที่สุด ตัวอย่างเช่น โรคฮีโมโกลบินบาร์ตไฮดคอยปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart's hydrops fetalis) มีต้นเหตุมาจากยีนที่สร้างโกลบินประเภทแอลฟาหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถที่จะสร้างโกลบินจำพวกแอลฟา ซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่ว่าจะสร้างฮีโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งจะจับออกสิเจนไว้เอง ไม่ปลดปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้คนที่เป็นโรคนี้มีความผิดธรรมดาตั้งแต่เป็นทารกในท้องคุณแม่ โดยทารกมีลักษณะอาการบวมน้ำจากภาวะซีดเผือดรุนแรง โดยมากจะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือหลังคลอด
เพียงนิดหน่อย เด็กแรกคลอดจะมีลักษณะซีด บวม พุงยื่น ตับแล้วก็ม้ามโต คุณแม่ที่ตั้งครรภ์เด็กแรกคลอดที่เป็นโรคนี้ ชอบมีสภาวะครรภ์เป็นพิษสอดแทรก ชอบมีการคลอดแตกต่างจากปกติ และก็ตกเลือดก่อนหรือหลังคลอด
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงร้ายแรงมาก  โดยมากเป็นอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียชนิดโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และบางส่วนของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียจำพวกเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/heamoglobim E) มีสาเหตุจากความแตกต่างจากปกติของยีนที่สร้างโกลบินประเภทบีตา ผู้เจ็บป่วยกลุ่มนี้เมื่อทารกมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีดเผือด จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกรุ๊ปอาการรุนแรงมากมาย) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มรุนแรงปานกลาง) อาการสำคัญเป็น ซีดเซียว เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นชายหนุ่มเป็นสาวช้า บริเวณใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าทาลัสซีเมีย) กรุ๊ปที่มีลักษณะรุนแรงมาก หากมิได้รับการรักษาจะแก่สั้น (50%  เสียชีวิตภายในช่วงเวลา 10 ปี แล้วก็ 70% เสียชีวิตด้านใน 25 ปี)  ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรงปานกลางอาจมีอายุยืนยาวจนกระทั่งเป็นผู้ใหญ่สามารถแต่งงานมีบุตรหลานได้
โรคทาลัสซีเมียที่มีอาการน้อย ส่วนใหญ่เป็น โรคฮีโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกรุ๊ปแอลฟาทาลัสซีเมีย) และนิดหน่อยของอนุภาคเบตาทาลัสซีเมียจำพวกมีเฮโมโกลบินอี คนเจ็บมีสภาวะซีดเผือดนิดหน่อยเหลืองนิดหน่อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงนิดหน่อย การเจริญเติบโตออกจะปกติ ลักษณะใบหน้าปกติ (ไม่เป็นทาลัสซีเมีย) สุขภาพออกจะแข็งแรงรวมทั้งอายุยืนยาวได้แก่คนปกติ
โดยธรรมดามักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จำต้องได้รับเลือดรักษา คนเจ็บเยอะมากๆไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคนี้ แล้วก็อาจได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาเจอหมอด้วยสาเหตุอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน คนป่วยฮีโมโกลบินเอชบางครั้งบางคราวบางทีอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกกะทันหัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อจับไข้จากการติดเชื้อ คนเจ็บจะมีลักษณะอาการซีดลงอย่างเร็วรวมทั้งร้ายแรงกระทั่งจำเป็นต้องได้รับเลือด
กรุ๊ปบุคคลที่เสี่ยงที่จะเป็นโรคธาลัสซีเมีย ประชาชนไทยเป็นพาหะสูงถึงปริมาณร้อยละ 35 ถ้ามีเครือญาติเป็นธาลัสซีภรรยา อัตราเสี่ยงที่จะเป็นพาหะจะยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ สามีภรรยาที่เป็นพาหะทั้งสองอาจมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียได้ ด้วยเหตุนี้คนที่ได้โอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะธาลัสซีเมียจะมีประวัติและอากาต่างๆดังต่อไปนี้
ผู้ที่ได้โอกาสเป็นโรคหรือพาหะคือ

  • ตัวซีดเซียว รวมทั้งอาจตรวจเจอตับม้ามโตร่วมด้วย
  • ตัวซีดลงอย่างเร็วเมื่อมีการป่วยไข้อย่างรุนแรง
  • มีประวัติคนในครอบครัวตัวซีดเผือด ตับม้ามโต
  • เคยมีบุตรเป็นพาหะ หรือโรคธาลัสซีเมีย
  • เคยมีลูกเสียชีวิตในครรภ์เนื่องจากว่าสภาวะเด็กอ่อนบวมน้ำ
  • ตรวจพบขนาดเม็ดเลือดแดงเล็กกว่าปกติ (MCV < 80 fL.)
  • ตรวจเลือด Osmotic fragility test (OF) ได้ผลบวกแล้วก็ Dichlorophenolindolphenol precipitation test (DCIP) ให้ ผลบวก


           ถ้าเกิดท่านมีข้อบ่งชี้อาการข้อใดข้อหนึ่งตามที่กล่าวมา ก็ควรตรวจวิเคราะห์ยืนยันว่าเป็นโรคหรือพาหะโรคธาลัสซีเมียหรือไม่ รวมถึงคู่ที่กำลังจะแต่งงาน รวมทั้งคิดแผนเพื่อมีบุตรหรือกำลังมีท้องอ่อนๆก็ควรจะได้รับการตรวจด้วยเหมือนกัน เพื่อประเมินตนเองและก็ช่องทางเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคหรือพาหะของบุตรในท้อง
กรรมวิธีการรักษาโรคธาลัสซีเมีย การวินิจฉัยหมอจะวิเคราะห์เบื้องต้นจากเรื่องราวผู้เจ็บป่วยมีอาการซีดเผือดเหลืองมาตั้งแต่เล็ก แล้วก็อาจพบว่ามีพี่น้องประชาชนผู้ใดผู้หนึ่งเป็นโรคนี้ด้วย
นอกเหนือจากนั้น ยังจำต้องตรวจร่างกายของคนป่วยว่าผู้เจ็บป่วยมีตับโต ม้ามโต พุงยื่น รูปร่างซูบผอมแล้วก็เล็กไม่สมอายุ กล้ามลีบและก็แขนเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว หน้าตาแปลก ตัวอย่างเช่น กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางแล้วก็ขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงหน้าไม่ดีเหมือนปกติ ตามที่เรียกว่า "หน้าทาลัสซีเมีย" ไหม อาการรวมทั้งลักษณะทางคลินิกของคนเจ็บเป็นข้อมูลที่สําคัญสำหรับเพื่อการวินิจฉัยโรคแม้กระนั้นมีผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียบางชนิด อาการอาจไม่รุนแรงการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความจําเป็นแล้วก็สามารถช่วยแยกชนิดต่างๆของโรคได้ ซึ่งการตรวจทางห้องทดลอง เป็นต้นว่า การวิเคราะห์เลือด (complete blood count, CBC) เพื่อมองสภาวะซีดเซียวค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง (red cell indices) และก็ลักษณะ เม็ดเลือดแดง (morphology) เป็นสิ่งที่ช่วยสำหรับในการวินิจฉัยโรคได้เม็ดเลือดแดงบนสภรรยาร์เลือดของผู้เจ็บป่วย homozygous -thalassemia, -thalassemia/Hb E แล้วก็ Hb H disease มีลักษณะติดสีจาง (hypochromia) ขนาดเล็ก(microcytic) และก็รูปร่างไม่ปกติ(poikilocytosis) ฯลฯ ค่าดรรชนีเม็ดเลือดแดง MCV แล้วก็ MCH มีขนาดเล็กกว่า ปกติและก็การตรวจพบ inclusion body ในเม็ดเลือดแดง สามารถให้การวินิจฉัยโรคธาลัสซีเมียได้

การวิเคราะห์ธาลัสซีเมีย (definite diagnosis) จะต้องทําโดยการตรวจพินิจพิจารณาชนิดของฮีโมโกลบิน (Hemoglobin analysis) โดยเครื่องตรวจอัตโนมัติจำพวก high performance liquid chromatography (HPLC), low -pressure liquid chromatography (LPLC), หรือ hemoglobin electrophoresis เพื่อจําแนกจำพวกของโรคธาลัสซีภรรยาและก็ฮีโมโกลบินผิดปกติให้แน่นอน
การรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของโรค สามารถจัดตามความร้ายแรงได้ดังนี้

  • โรคธาลัสซีภรรยาชนิดร้ายแรง (severe beta-thalassemia) เป็นมีระดับ baseline Hb ต่ำยิ่งกว่า 7.0 g/dl


(Hct<20%) ได่แก่ -thal/ -thal และของ -thal/Hb E disease ส่วนน้อย มีทางเลือกสำหรับการรักษาดังต่อไปนี้

  • การปลูกถ่ายไขกระดูก(stem cell transplantation)
  • การให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือด (high transfusion) และก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (iron chelation) เมื่อมีการให้เลือดบ่อยมากจนกระทั่งเกิดภาวะเหล็กเกิน
  • ให้เลือดแบบเกื้อกูล (low transfusion) ให้ยาขับธาตุเหล็กรวมทั้งตัดม้ามเมื่อม้ามโตจนกระทั่งเบียดอวัยวะอื่นในช่องท้องหรือมีสภาวะม้ามทำงานมากเกินไป
  • โรคธาลัสซีเมียประเภทรุนแรงปานกลาง (moderately severe thalassemia) เป็นหรูหรา baseline Hb ระหว่าง 7-9 g/dl (Hct 20- 27 %) เป็นต้นว่าคนเจ็บ -thal/ Hb E โดยมาก, คนไข้ -thal/ -thal บางราย และก็ Hb H diseaseบางราย มีทางเลือกสำหรับการรักษา ดังนี้
  • ให้เลือดมากพอที่จะหยุดการสร้างเลือดแล้วก็ให้ยาขับธาตุเหล็ก (high transfusion + iron chelation)
  • ใหเลือดแบบเกื้อกูล (low transfusion) หรือเมื่อมี acute hemolysis รวมทั้งการตัดม้ามเมื่อมีลักษณะอาการตามข้อ 1
  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกร้ายแรงน้อย (mild thalassemia) หรูหรา baseline Hb > 9 g/dl (Hct > 27 %) ดังเช่น Hb H disease ส่วนใหญ่ Hb A-E-Bart's disease, Homozygous Hb CS,  -thal/ Hb E ควรจะให้การรักษาโดยให้เลือดต่อเมื่อมีacute hemolysis ดังเช่น ซีดมากเนื่องตกมีเม็ดเลือดแดงแตกฉับพลัน ซึ่งมักพบเมื่อมีการติดเชื้อโรค
  • โรคธาลัสซีเมียจำพวกไม่มีอาการหรือธาลัสซีภรรยาแอบแฝง (Asymptomatic) ตัวอย่างเช่น Homozygous -thal 2, Homozygous Hb E, แล้วก็ธาลัสซีเมียแฝง ไม่จําเป็นต้องตรวจรักษาเป็นพิเศษ ไม่จําเป็นจำเป็นต้องได้ทานยา ควรจะได้รับคําแนะนําขอคำแนะนำด้านพันธุศาสตร์ ควรจะได้รับการตรวจสุขภาพตามระบบธรรมดา

    การติดต่อของโรคธาลัสซีเมีย เนื่องด้วยโรคธาลัสซีภรรยาเป็นโรคโบหิตจางที่เกิดขึ้นมาจากการถ่ายทอดทางประเภทบาปหรือพันธุกรรมซึ่งไม่มีการติดต่อของโรคนี้ จากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
    การกระทำตนเมื่อป่วยด้วยโรคธาลัสซีเมีย ผู้ที่ตรวจเจอว่าเป็นพาหะโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย สามารถดำรงชีวิตเสมือนคนธรรมดา ไม่จำเป็นที่ต้องกินยาอะไรก็แล้วแต่แม้กระนั้นผู้ที่เป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียจะมีอาการของโรคแตกต่างกัน บางบุคคลตัวซีดมาก ตับม้ามโตมากมาย บางครั้งก็อาจจะต้องได้รับการให้เลือดรวมทั้งยาขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกมาจากร่างกายเป็นช่วงๆหรือผ่าตัดม้ามออกเพื่อลดการทำลายเม็ดเลือดแดง ส่วนบางบุคคลจะมีลักษณะซีดไม่มาก จะรักษาตามอาการ สามารถให้กินกรดโฟลิก แม้กระนั้นไม่มีความจำเป็นที่จะต้องให้ยาบำรุงเลือด (ธาตุเหล็ก) เพราะว่ามีธาตุเหล็กใน ร่างกายเกินปกติอยู่แล้ว ส่วนการกระทำตนของคนเจ็บและก็การดูแลคนป่วยโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติอย่างถูกต้อง รวมทั้งเหมาะสมกับภาวะอาการโรคดังต่อไปนี้

  • รักษาความสะอาดของร่างกาย ปาก ฟัน เพราะคนไข้จะมีร่างกายอ่อนแอติดเชื้อโรคได้ง่าย และก็ควรไปตรวจฟันกับหมอฟัน ทุก 6 เดือน เพราะว่าฟันจะผุง่ายยิ่งกว่าคนธรรมดา
  • ไปพบหมอตามนัดหมายทุกคราว ประพฤติตามที่หมอเสนอแนะ แม้มีคำถามควรจะขอความเห็นแพทย์
  • ไม่สมควรแปลงสถานที่รักษาบ่อยๆเพราะว่าจะมีผลให้การดูแลรักษาไม่ต่อเนื่อง
  • เมื่อเป็นไข้ ควรจะเช็ดตัวลดไข้ และก็ให้กินน้ำมากมายๆหากไข้สูงมากควรจะกินยาลดไข้พาราเซตามอลรวมทั้งรีบไปพบหมอแม้ว่าจะไม่ใช่วันนัดหมาย เพราะไข้อาจเกิดขึ้นจากการต่อว่าดเชื้อ ซึ่งจะทำให้ซีดเผือดลงมากหรือก่อปัญหาร้ายแรงได้
  • คุ้มครองปกป้องอุบัติเหตุที่จะทำให้เสียเลือด หรือกระดูกหัก เพราะเหตุว่าผู้เป็นโรคธาลัสซีเมียมีภาวะซีดเผือดแล้วก็กระดูกจะเปราะหักง่าย ควรออกกำลังกายตามสมควรกับสภาพร่างกาย และพึงระวังการถูกกระแทกที่บริเวณท้องด้วยเหตุว่าจะเกิดอันตรายต่อตับแล้วก็ม้ามที่โตได้
  • ควรจะพักอย่างเพียงพอ ในสภาวะไม่สบายควรดูแลให้ได้พักผ่อนมากยิ่งกว่าเดิม
  • ไม่สมควรซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นโลหิตจางจากสภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่เป็นโทษต่อคนป่วยทาลัสซีเมียที่มีภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว
  • ไม่สมควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ดังเช่น เลือดหมูเลือดไก่ เครื่องในสัตว์ตับ
  • กินยาเสริมโฟเลท วันละ 1 เม็ด เพราะโฟเลทเป็นสารที่จําเป็นสำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดง ด้วยเหตุว่าร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติเพื่อมาทดแทนเม็ดเลือดแดงที่อายุสั้นลง
  • หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นกีฬาที่รุนแรง


o             ให้ความรักใส่ใจ ให้กำลังใจ เพราะว่าโรคนี้เป็นโรคเรื้อรัง ควรจะส่งเสริมให้คนป่วยได้ดำรงชีพตามปกติ ไม่ห่อเหี่ยวต่อการเจ็บป่วย
o             รับประทานอาหารให้ครบ ๕ หมู่ มีโปรตีนสูง (เป็นต้นว่า เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ) และก็มีสารโฟเลตสูง (ผักต่างๆ) เพื่อใช้สำหรับการสร้างเม็ดเลือดแดงโดย
ของกินที่สมควรสำหรับผู้เจ็บป่วยโรคธาลัสซีภรรยามีลักษณะดังต่อไปนี้ คนป่วยโรคธาลัสซีภรรยาโดยธรรมดาชอบมีการเจริญวัยของร่างกายน้อยกว่าธรรมดา มีภูมิต้านทานต่ำรวมทั้งความหนาแน่นของมวลกระดูกน้อย ด้วยเหตุผลดังกล่าวของกินที่เหมาะสมกับคนเจ็บธาลัสซีเมีย คือของกินที่มีโปรตีนสูง ดังเช่นว่า เนื้อปลาทะเล เนื้อไก่ เมล็ดพืชต่างๆเช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ข้าวกล้อง ข้าวบาเลย์ ฯลฯ ของกินทีมีกรดโฟลิก (Folic acid) สูง เพื่อช่วยสำหรับเพื่อการสร้างเม็ดเลือดแดง อย่างเช่น ตำลึง กะหล่ำ มะเขือเทศ คะน้า ถั่วงอก ฯลฯ ของกินที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และก็วิตามินดีสูงเพื่อคุ้มครองปกป้องภาวการณ์กระดูกพรุน ดังเช่นว่า ผลิตภัณฑ์นม ใบย่านาง ใบชะพลู ใบแค ใบยอ ผักโขม ใบสะระแหน่ ผักหวาน ฟักอ่อน ใบตำลึง ผักกวางตุ้ง ผลไม้ เช่น ส้มเขียวหวาน มะขามหวาน มะม่วงแก้วสุก นอกเหนือจากนั้นควรจะรับประทานอาหารที่มีวิตามินเอ วิตามินอีรวมทั้งวิตามินซีสูง เพื่อช่วยลดสภาวะการเกิดอนุมูลอิสระภายในร่างกายจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกง่าย ดังเช่น มะละกอ ฟักทอง เสาวรส ฝรั่ง มะยม ผักหวาน เป็นต้น
การปกป้องตัวเองจากโรคธาลัสซีภรรยา โรคโลหิตจางธาลัสซีเมียเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แนวทางปกป้องที่ดีที่สุดคือ

  • ขอความเห็นหมอเพื่อตรวจเลือดก่อนแต่งงาน หรืออย่างช้าก่อนมีบุตร ว่าตนเป็นพาหะหรือเปล่า
  • สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคทาลัสซีเมียร้ายแรง ควรแนะนำโอกาสสำหรับเพื่อการปกป้องไม่ให้มีลูกเป็นโรคนี้ ดังนี้ ผู้ที่ยังมิได้แต่งงาน ช่องทางคือ เลือกคู่แต่งงานที่ไม่เป็นพาหะมีโอกาสเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ ถ้าหากคู่รักเป็นพาหะร่วมกันและมีความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรคนี้ ทางเลือกเป็น การคุมกำเนิดไม่ให้มีลูก การรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง ใช้การผสมเทียม หรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่นๆ
  • ฝากครรภ์เมื่อทราบว่าท้อง เพื่อแพทย์จะได้ตรวจวินิจฉัยลูกในท้องว่าปกติหรือไม่
  • ควรเสนอแนะให้ญาติ ญาติพี่น้อง ไปตรวจเลือด โดยวิธีพิเศษว่าเป็นพาหะไหม แล้วก็ขอความเห็นแพทย์ก่อนแต่งงาน เพื่อคุมกำเนิดอย่างเหมาะสมต่อไป
  • รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องทาลัสซีเมียแก่ประชากร โดยเฉพาะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์


สมุนไพรซึ่งสามารถรักษา/ทุเลาลักษณะโรคธาลัสซีเมีย โรคธาลัสซีเมียเป็นโรคที่มีสภาวะโลหิตจากเรื้อรังจากความแปลกทางด้านกรรมพันธุ์ ซึ่ง ณ.ทุกวันนี้ไม่มีรายงานว่ามีสมุนไพรจำพวกใดที่ใช้รักษาโรคธาลัสซีเมียที่ได้ผลอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ว่ามีรายงานการศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยและทดสอบที่น่าดึงดูดเกี่ยวกับ ขมิ้นชัน กับโรคธาลัสซีภรรยา ดังนี้
ในการทดสอบทางคลินิกของขมิ้นชัน ในผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมีย เริ่มจาก จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ได้ทดสอบให้คนป่วยเบต้าธาลัสซีภรรยา/ ฮีโมโกลบินอีรับประทานแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน วันละ 2 แคปซูล ติดต่อกัน นาน 3 เดือน พบว่าช่วยลดภาวะที่มีอนุมูลอิสระสูง(oxidative stress) ลงได้และมีอีกการทดลองที่ทำการทดสอบจากแผนกแพทยศาสตร์ จุฬาลงมือณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเมื่อให้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันวันละ 2 แคปซูลแก่ผู้เจ็บป่วยธาลัสซีเมียเด็กประเภทเบต้าธาลัสซีภรรยา/ฮีโมโกลบินอี พบว่าคนเจ็บ 5 คนใน 8 คน มีอายุของเม็ดเลือดแดงนานขึ้น ซึ่งสำหรับในการทดลองทั้งสองครั้งไม่เจออาการใกล้กันอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นจากแคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน นอกเหนือจากนั้นผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยในหลอดทดสอบของภาควิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำให้เห็นว่าเคอร์คูไม่นอยด์สามารถลดระดับของเหล็กรูปที่มิได้จับกับทรานสิเฟอร์ริน (non-transferrin bound iron, NTBI) ในพลาสม่าของคนไข้โรคธาลัสซีเมียชนิดเบต้าธาลัสซีภรรยา และยังเสริมฤทธิ์ของยาขับเหล็กในการลดเหล็กรูป NTBI ได้อีกด้วยและก็ตอนนี้ยังมีการทำการค้นคว้าทางคลินิกเรื่องการใช้แคปซูลสารสกัดขมิ้นชันในคนไข้ธาลัสซีเมีย อีกหลายโรงพยาบาล  ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสมุนไพรนี้ จะได้รับการค้นคว้าวิจัยต่อยอดให้เป็นสมุนไพรที่ใช้คุ้มครอง/รักษาโรคธาลัสซีภรรยาได้อย่างมีคุณภาพต่อไป
เอกสารอ้างอิง

  • แนวทางการวินิจฉัยและการรักษาโรคโลหิตจากธาลัสซีเมีย พ.ศ.2549.มูลนิธิโรคโลหิตจากธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.แก้ไขครั้งที่2/7 กันยายน 2548.หน้า1-16
  • นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทาลัสซีเมีย.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่397.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.พฤษภาคม.2555
  • ผศ.นพ.อนุวัฒน์ สุตัณฑวิบูลย์.เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมีย.ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • Fung EB, Xu Y, Trachtenberg F, Odame I, Kwiatkowski JL, Neufeld EJ, et al. Inadequate dietary intake in patients with thalassemia. Journal of the Academy of Nutrition and Dietetics. 2012;112(7):980-90.
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป "ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)".  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง.ความรู้เกี่ยวกับโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย:ข้อแตกต่างระหว่าคนที่เป็นพาหนะและคนที่เป็นโรค.กรกฎาคม.2548
  • ธาลัสซีเมีย-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก http://www.disthai.com/
  • ศ.เกียรติคุณ พญ.วรวรรณ ตันไพจิตร.โรคธาลัสซีเมีย.สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชา กุมารเวชศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป "ทาลัสซีเมีย (Thalassemia)".  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 728-734.
  • พีระพล วอง, พิริยา ถนอมรัตน์, สุชิลา ศรีทิพยวรรณ, ประวิทย์เตติวัฒน, แน่งน้อย เจิมนิ่ม, หนึ่งฤทัย นิ่มนุช, สุขุมาล นิยมธรรม, ต่อพงศ์สงวนเสริมศรี. ความชุกของธาลัสซีเมียเทรตจากการตรวจคัดกรองใน หญิงตั้งครรภ์ของจังหวัดพิษณุโลก. วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต 2547; 14 (3): 181-6.
  • Fung EB. Nutritional deficiencies in patients with thalassemia. Annals of the New York Academy of Sciences. 2010;1202:188-96.


ดร.ชฎก พิศาลพงศ์.แคปซูลสารสกัดขมิ้นชัน.มูลนิธิโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียแห่งประเทศไทย.

14

โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism, Thyrotoxicosis)
โรคไทรอยด์เป็นพิษคืออะไร ก่อนจะทำความเข้าใจกับโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษนั้น ควรทำความรู้จักกับต่อมไทรอยด์กันก่อนต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมที่อยู่ด้านหน้าของรอบๆคอใต้ลูกกระเดือก แล้วก็ชิดกับหลอดลม มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ ลักษณะทางกายภาพของต่อมแบ่งเป็นทั้งสิ้น 2 ส่วนเป็นด้านซ้ายและก็ส่วนขวา ซึ่งต่อมทั้ง 2 ซีกจะเชื่อมกันด้วยเนื้อเยื่ออิสมัส (Isthmus) โดยต่อมไทรอยด์จะทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่สำคัญ 3 จำพวก คือไทโรซีน (Thyroxine - T4) และก็ฮอร์โมนไทรไอโอโดไทโรนีน (Triiodothyronine - T3) ซึ่งทำหน้าที่สำหรับในการควบคุมการเผาไหม้ของร่างกายที่เรียกว่า เมตาบอลิซึม (Metabolism)  รวมทั้งฮอร์โมนแคลซิโทนิน (Calcitonin) ที่ปฏิบัติภารกิจสำหรับการควบคุมระดับแคลเซียมแล้วก็ธาตุฟอสฟอรัสในระบบไหลเวียนของเลือด  นอกเหนือจากนั้นต่อมไทรอยด์ยังคือต่อมสถานที่สำหรับทำงานโดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของต่อมใต้สมอง (Pituitary gland) รวมทั้งของสมองส่วนไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ซึ่งต่อมใต้สมองและสมองไฮโปทาลามัสยังควบคุมรูปแบบการทำงานของอวัยวะอื่นๆด้วย ดังเช่น ต่อมหมวกไต อัณฑะ รวมทั้งรังไข่ และก็ยังมีความข้องเกี่ยวกับอารมณ์และก็จิตใจ ฉะนั้น ถ้าหากรูปแบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ มีสภาวะไม่ดีเหมือนปกติ จึงอาจจะส่งผลให้กำเนิดโรคต่างๆของอวัยวะพวกนั้น รวมถึงสมาคมกับอารมณ์แล้วก็จิตใจด้วย  ส่วนโรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นภาวะต่อมไทรอยด์ดำเนินการเกิน(Overactive Thyroid)  คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์* มีการหลั่งฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ออกมามากเกินความจำเป็น กระตุ้นให้อวัยวะทั่วร่างกายมีการเผาผลาญสูงขึ้นยิ่งกว่าธรรมดาและทำให้ระบบต่างๆของร่างกายไม่ดีเหมือนปกติตามไปด้วย ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่อาการเจ็บเจ็บป่วยๆต่างขึ้นตามมา ตัวอย่างเช่น อิดโรยง่าย ใจสั่น หัวใจเต้นเร็วเปลี่ยนไปจากปกติ ขี้ร้อนง่าย เหงื่อออกมาก อารมณ์เสีย นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวน้อยลงอย่างรวดเร็วแบบไม่ปกติ ฯลฯ โดยโรคนี้พบได้บ่อยในหญิงมากยิ่งกว่าเพศชายถึง 5-10 เท่า
สาเหตุของโรคไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไทรอยด์เป็นพิษมีหลายสาเหตุ  แม้กระนั้นส่วนมากมีต้นเหตุที่เกิดจากระบบภูมิต้านทานยับยั้งโรคของร่างกายที่เปลี่ยนไปจากปกติกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเหลือเกิน กระทั่งทำให้ร่างกายมีปริมาณของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากยิ่งกว่าความต้องการของร่างกาย แล้วก็มีสภาวะเป็นพิษ จนกระทั่งมีผลต่อร่างกายในด้านต่างๆซึ่งเราเรียกสภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากเกินว่า ภาวะต่อมไทรอยด์                      ที่มา :  wikipedia                   ดำเนินงานเกิน  (hyperthyroidism)  รวมทั้งเรียกอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นจากสภาวะมีฮอร์โมนไทรอยด์    มากเกินนี้ว่า ภาวะพิษจากต่อมไทรอยด์ (thyrotoxicosis) โดยปัจจัยการเกิดโรคไทรอยด์เป็นพิษนั้นมีได้นานาประการปัจจัย ดังต่อไปนี้

  • โรคเกรฟส์ หรือ โรคคอพอกตาโปน (Graves' disease) เป็นต้นเหตุที่มักพบที่สุดราว 60-80% ของคนไข้ต่อมไทรอยด์เป็นพิษทั้งสิ้น ซึ่งโรคนี้จะมีผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนไทโรซีนออกมามากมายเปลี่ยนไปจากปกติจนทำให้กลายเป็นพิษ แล้วก็เป็นโรคที่พบได้มากในวัยรุ่นแล้วก็วัยกลางคน พบในเพศหญิงมากยิ่งกว่าผู้ชายราว 5-10 เท่า ต้นเหตุของการเกิดโรคยังไม่รู้ชัดแจ้งว่ามีต้นเหตุจากอะไร แต่พบว่ามีความเกี่ยวเนื่องกับเพศ (เจอในสตรีมากกว่าผู้ชาย) และพันธุกรรม (พบว่าคนเจ็บบางรายมีประวัติพ่อแม่พี่น้องประชาชนเป็นโรคนี้ด้วย) การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้เยอะขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากนั้นยังเจอเพราะ ความเครียดก็มีส่วนกระตุ้นให้โรคกำเริบได้
  • เนื้องอกที่ต่อมไทรอยด์ เป็นกรณีที่พบได้น้อย ด้วยเหมือนกัน เนื้องอกที่เกิดรอบๆต่อมไทรอยด์ แล้วก็เนื้องอกที่เกิดบริเวณต่อมใต้สมอง อาจจะส่งผลให้มีการหลั่งของฮอร์โมนไทรอยด์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนถึงกลายเป็นพิษได้
  • การอักเสบของต่อมไทรอยด์ (Thyroiditis) การอักเสบที่ไม่เคยรู้สาเหตุของต่อมไทรอยด์จะก่อให้ฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ถูกผลิตออกมามากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งทำให้ฮอร์โมนรั่วไหลออกไปที่กระแสเลือด ดังนี้การอักเสบของต่อมไทรอยด์จำนวนมากไม่มีลักษณะการเจ็บ เว้นเสียแต่อาการไทรอยด์อักเสบแบบครึ่งหนึ่งรุนแรงที่เกิดขึ้นได้น้อย สามารถเป็นเหตุให้เกิดลักษณะของการเจ็บได้
  • การรับประทานอาหาร การกินอาหารที่มีไอโอดีนมากจนเกินความจำเป็นก็สามารถนำไปสู่โรคไทรอยด์เป็นพิษ เพราะเหตุว่าไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์แม้กระนั้นเจอได้น้อยมาก
  • การได้รับการเสริมฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ที่มากเหลือเกิน ยาที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนบางจำพวก เป็นต้นว่า ยาอะไมโอดาโรน (Amiodarone) ที่ใช้ในการรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะทำให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากขึ้นจนกระทั่งแปลงเป็นพิษได้
ลักษณะโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากสาเหตุใด มักมีลักษณะอาการคล้ายคลึงกัน กล่าวคือ คนไข้จะรู้สึกอิดโรยง่าย เหน็ดเหนื่อย ใจหวิว ใจสั่น บางคนอาจมีลักษณะการเจ็บทรวงอก ร่วมด้วย มักจะมีความรู้สึกขี้ร้อน เหงื่อออกมาก ฝ่ามือมีเหงื่อเปียก  ผู้เจ็บป่วยจะมีน้ำหนักตัวลดน้อยลงรวดเร็ว ทั้งที่กินได้ปกติ หรืออาจรับประทานจุขึ้นกว่าปกติด้วยซ้ำ ดังนี้ด้วยเหตุว่าร่างกายมีการเผาผลาญมากมักมีลักษณะอาการมือสั่น โดยเฉพาะเวลาทำงาน ละเอียด ตัวอย่างเช่น แต่งหนังสือ งานหัตถกรรม ฯลฯ อาจมีลักษณะวุ่นวาย มักจะทำโน่นทำนี่ บางครั้งดูเป็นคนขี้โวยวาย หรืออาการหลุกหลิก อาจมีอาการรำคาญ เจ้าอารมณ์ นอนไม่หลับ หรืออารมณ์เศร้าใจ บางบุคคลอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยมากเหมือนท้องร่วง หรือมีลักษณะอาการอ้วกอ้วก ส่วนอาการที่พบมากที่สุดในมีอาการไทรอยด์เป็นพิษคือ อาการคอพอก ซึ่งเป็นอาการที่ต่อมไทรอยด์โตขึ้น ผู้ป่วยจะรู้สึกหรือมองเห็นก้อนขนาดใหญ่ที่รอบๆคอ  หญิงอาจมีเมนส์ออกน้อย หรือมาไม่สม่ำเสมอ หรือขาดระดู มักตรวจพบว่ามีต่อมไทรอยด์โต (คอพอก) ชีพจรเต้นเร็ว (มากยิ่งกว่า 120 -140 ครั้งต่อนาที) และก็อาจมีอาการตาโปน (ลูกตาปูดโปนออกมามากกว่าปกติ) รวมทั้งเห็นส่วนที่เป็นตาขาวข้างบนชัด (เหตุเพราะหนังตาบนหดรั้ง) เหมือนทำตาจ้องมองอะไรหรือตาดุ ผิวหนังคลำดูมีลักษณะเรียบนุ่มและมีเหงื่อเปียกแฉะ
ทั้งนี้ถ้าหากคนป่วยมีภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษที่ไม่รุนแรงมากนัก ก็อาจไม่มีอาการอะไรก็แล้วแต่แสดงออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงวัยที่อาการมักไม่ค่อยแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดมากเท่าไรนัก
กรรมวิธีการรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ การวิเคราะห์โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเอง วิธีวินิจฉัยโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษด้วยตัวเองแบบง่ายๆก็คือการสังเกตความผิดปกติของร่างกาย แม้มีลักษณะอาการอะไรก็แล้วแต่ที่เกิดขึ้นโดยไม่มีต้นสายปลายเหตุ ไม่ว่าจะเป็น น้ำหนักลดเปลี่ยนไปจากปกติ มือสั่น เมื่อยล้าง่าย หายใจสั้น หรือมีลักษณะบวมที่รอบๆคอ ควรจะรีบไปพบหมอ ส่วนการวิเคราะห์โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษโดยแพทย์นั้น จะวินิจฉัยพื้นฐานจากอาการแสดงของโรค ตัวอย่างเช่น ใจสั่น อิดโรยง่าย น้ำหนักลด มือสั่น ชีพจรเต้นเร็ว ต่อมไทรอยด์โต รวมทั้งตาโปน  และถ้าเกิดพบว่ามีอาการพวกนี้ หมอจะกระทำการตรวจเพิ่มเติมดังนี้

  • การวิเคราะห์เลือด เป็นการเจาะเลือดเพื่อตรวจการดำเนินการของต่อมไทรอยด์และการเผา ตัวอย่างเช่น
  • การตรวจวัดปริมาณฮอร์โมนไทรอยด์ จำนวนของฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ T3 รวมทั้ง T4 ในเลือด
  • การตรวจคราวเอสเอช (Thyroid-stimulating hormone : TSH) เป็นการตรวจวัดระดับฮอร์โมนต่อมใต้สมองที่มีหน้าที่ควบคุมรูปแบบการทำงานของต่อมไทรอยด์ ซึ่งในคนป่วยต่อมไทรอยด์เป็นพิษมักจะมีค่า TSH ที่ต่ำกว่าปกติ
  • การวัดระดับปริมาณแอนติบอดีของต่อมไทรอยด์ (Thyroidglobulin) เป็นการตรวจที่ช่วยวินิจฉัยโรคเกรฟส์ซึ่งเป็นต้นเหตุที่มักพบที่สุดของภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • การตรวจเอกซเรย์ เป็นการตรวจที่สามารถช่วยให้แพทย์เห็นการทำงานและก็ความผิดปกติของฮอร์โมนไทรอยด์ได้ชัดขึ้น ดังเช่นว่า
  • การตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นการตรวจที่ช่วยวัดขนาดของต่อมไทรอยด์และก็ความผิดแปลกของต่อมไทรอยด์
  • การตรวจสแกนต่อมไทรอยด์ (Thyroid scan) เป็นการตรวจโดยใช้รังสีเพื่อให้มองเห็นการทำงานของต่อมไทรอยด์ว่าต่อมไทรอยด์มีการงานที่มากไม่ดีเหมือนปกติไหม
  • การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบซีทีสแกน (CT scan) หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า/เอ็มอาร์ไอ (MRI) แพทย์มักใช้ในเรื่องที่สงสัยว่าความไม่ดีเหมือนปกติของต่อมไทรอยด์อาจมีเนื้องอกหรือมะเร็ง และการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองจะใช้ในกรณีที่หมอสงสัยว่าสาเหตุของต่อมไทรอยด์เป็นพิษอาจเกิดจากต่อมใต้สมองหลั่งฮอร์โมนไม่ปกติ

การดูแลรักษาหลักของไทรอยด์เป็นพิษเป็นการกินยา เมื่ออาการ หมอจะค่อยๆลดยาลง แล้วก็ หยุดยาได้สุดท้าย แม้กินยาแล้วไม่ดีขึ้น บางทีอาจต้องรักษาโดยใช้การผ่าตัด หรือ การกินไอโอดีนกัมมันตรังสี ช่วงเวลาเฉลี่ยสำหรับเพื่อการรักษาชอบประมาณ 2 ปี ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

  • การดูแลรักษาด้วยยา คนไข้ที่มีอายุน้อยมีลักษณะอาการไม่ร้ายแรงมากและก็ต่อมไทรอยด์ไม่โตมาก แพทย์มักแนะ นำให้รักษาด้วยการใช้ยาก่อน ยาที่ใช้รักษานี้จะเป็นยาลดการสร้างฮอร์โมนต่อมไทรอยด์แล้วก็ยาลดอาการใจสั่น คนเจ็บหวานใจษาด้วยยานี้ต้องสามารถกินยาบ่อยๆอย่างสม่ำเสมอตลอดตามหมอแนะนำ โดยปกติแพทย์จะแนะนำให้รับประทานยาราว 1 ถึง 2 ปีโดยในระหว่างที่รักษาโดยใช้ยาอยู่นี้แพทย์จะนัดตรวจติดตามมองอาการและก็เจาะเลือดวัดระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์บ่อยๆดังเช่นว่า ทุก 1 - 2 เดือนเพื่อให้มั่นใจว่าคนเจ็บกินยาในขนาดที่สมควร ไม่มากมายหรือน้อยเกินไป จุดด้วยของการดูแลและรักษา ด้วยยาเป็น คนเจ็บมักจะต้องรับประทานยานานเป็นปี มีโอกาสเกิดการแพ้ยาได้


ซึ่งยาที่ใช้ในปัจจุบันเป็นกลุ่ม ยาต่อต้านไทรอยด์ ดังเช่น ยาเม็ดพีทียู (PTU) หรือเมทิมาโซล (methimazole) ยานี้มีผลข้างๆที่สำคัญคือ อาจส่งผลให้เกิดภาวะ เม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งทำให้ติดเชื้อร้ายแรงได้ ซึ่งพบได้โดยประมาณ 1 ใน 200 คน รวมทั้งชอบเกิดขึ้นในระยะ 2 เดือนแรกของการใช้ยา

  • การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ สำหรับผู้เจ็บป่วยที่ต่อมไทรอยด์โตมากมายหรือมีอาการหายใจลำบากหรือกลืนลำบาก เพราะเหตุว่าต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นกดแทรกทับหลอดลม หรือหลอดของกิน ซึ่งทั้งคู่อวัยวะนี้อยู่ใกล้กับต่อมไทรอยด์ แพทย์จะชี้แนะให้รักษาด้วยการใช้การผ่าตัดต่อมต่อมไทรอยด์ออกเล็กน้อยเพื่อให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดเล็กลง จะได้สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ได้น้อยลง และอาการหายใจลำบากหรือกลืนทุกข์ยากลำบากจะดีขึ้น หากว่าเป็นแนวทางที่ทำให้หายจากภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษได้อย่างรวดเร็ว แม้กระนั้นก็บางทีอาจเกิดผลข้างเคียงจากการผ่าตัดได้ยกตัวอย่างเช่น เสียงแหบจากผ่าตัดโดนเส้นประสาทกล่องเสียงที่อยู่ติดกับต่อมไทรอยด์ หรือถ้าเกิดแพทย์ตัดต่อมต่อมไทรอยด์ออกน้อยเกินไป ข้างหลังผ่าตัดผู้ป่วยก็อาจจะยังมีลักษณะอาการจากภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่อย่างเช่นเดิม แต่ว่าตรงกันข้าม ถ้าเกิดตัดต่อมไทรอยด์ออกมากเหลือเกิน หลังผ่าตัดคนป่วยจะกำเนิดอาการจากการขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้ด้วยเหมือนกัน
  • การดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีน น้ำแร่รังสีไอโอดีนเป็นสารไอโอดีนชนิดหนึ่ง (Iodine-131) ที่ให้รังสีแกมมา (Gamma ray) และก็รังสีเบตา (Beta ray ) และสามารถปล่อยรังสีนั้นๆออกมาทำลายเซลล์ของต่อมไทรอยด์ได้ เมื่อผู้ป่วยดื่มน้ำแร่รังสีไอโอดีนเข้าไป ก็จะถูกซึมซับโดยต่อมไทรอยด์ทำให้ต่อมไท รอยด์ มีขนาดเล็กลงและก็การผลิตฮอร์โมนก็จะน้อยลงไปด้วย อาการจากภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็เลย น้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ต้องรับการรักษาเฉพาะโรงพยาบาลบางโรง พยาบาลที่ให้การรักษาด้านนี้แค่นั้น โดยจะใช้ช่วงเวลาการรักษาด้วยแนวทางแบบนี้ราวๆ 3-6 เดือน


การดูแลรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนมีจุดเด่นคือ สามารถรักษาภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษให้หายสนิทได้สูง สบาย ง่าย ไม่เป็นอันตราย เหมาะสมกับคนป่วยที่อายุ 20 ปีขึ้นไปและต่อมไทรอยด์ไม่โตมากมาย หรือคนป่วยหวานใจษาด้วยยาเป็นเวลานาน 1 - 2 ปีแล้วยังไม่หาย หรือหายแล้วกลับมาเป็นใหม่อีก หรือผู้เจ็บป่วยที่รักษาด้วยการผ่าตัดแล้วยังมีอาการจากสภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษอยู่ จุดอ่อนของการดูแลและรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนคือ หลังการรักษาคนไข้จะเกิดภาวะขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ได้บ่อยครั้ง ทำให้จำเป็นต้องรับประทานยาฮอร์โมนไทรอยด์ไปชั่วชีวิต
นอกเหนือจากนี้ การรักษาด้วยน้ำแร่รังสีไอโอดีนนี้ไม่อาจจะใช้ได้กับคนเจ็บที่กำลังตั้ง ครรภ์เพราะว่ารังสีมีผลต่อลูกในท้อง บางทีอาจก่อความพิการหรือการแท้ง หรือในคนเจ็บให้นมลูกอยู่เนื่องจากว่าน้ำแร่รังสีไอโอดีนจะคละเคล้าออกมากับนมมีผลต่อต่อมไทรอยด์ของเด็กแรกเกิดได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ ผู้ป่วยภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษที่มิได้รับการดูแลและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆอาจมีผลกระทบหรือภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายต่างๆเช่น

  • ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤต แม้มีการควบคุมระดับต่อมไทรอยด์ที่ไม่ดี อาจจะส่งผลให้อาการรุนแรงขึ้น หรือเกิดอันตรายต่อชีวิต ซึ่งสัญญาณว่าไทรอยด์เป็นพิษเข้าขั้นวิกฤตเป็น หัวใจเต้นเร็วแตกต่างจากปกติ เป็นไข้สูงมากไปกว่า 38 องศาเซลเซียส ท้องเดิน คลื่นไส้ ตัวเหลือง ตาเหลือง มีลักษณะอาการงงเต็กมึนงงอย่างหนัก และอาจถึงขนาดสลบได้ โดยมูลเหตุที่อาจจะทำให้อาการเข้าสู่ภาวการณ์วิกฤต เช่น การตำหนิดเชื้อ การรับประทานยาไม่บ่อยนัก การตั้งครรภ์ แล้วก็ความเสื่อมโทรมของต่อมไทรอยด์ โดยภาวการณ์ต่อมไทรอยด์เป็นพิษขั้นวิกฤติเป็นคราวฉุกเฉินที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างเร่งด่วน เพราะว่าอาจเป็นโทษต่อคนไข้ได้
  • ปัญหาด้านระบบหัวใจ ภาวะแทรกซ้อนที่มักเกิดอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไทรอยด์เป็นพิษก็คือ ความแปลกเกี่ยวกับหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น หัวใจเต้นเร็ว หรือโรคหัวใจเต้นแตกต่างจากปกติที่เกิดขึ้นมาจากการกระตุกที่ศีรษะหัวใจห้องบน (Atrial Fibrillation) หรือแม้แต่ภาวการณ์หัวใจวาย ซึ่งมีต้นเหตุมาจากการที่ศีรษะใจไม่อาจจะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้เพียงพอ
  • ปัญหาสายตา โดยปัญหาสายตาที่เป็นภาวะแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ตาแห้ง ตาไวต่อแสง ตาเฉอะแฉะ เห็นภาพซ้อน ตาแดง หรือบวม ตาโปนออกมามากว่าปกติ แล้วก็รอบๆเปลือกตาแดง บวม กลีบตาปลิ้นออกมาผิดปกติ รวมทั้งมีนิดหน่อยที่จำเป็นต้องสูญเสียการมองเห็น ด้วยเหตุผลดังกล่าวสำหรับการรักษาโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ คนไข้บางทีอาจจำเป็นต้องเจอหมอรักษาตาเพื่อรักษาพร้อมๆกันด้วย แต่ปัญหาเรื่องสายตานี้พบได้ในคนเจ็บโรคเกรฟวส์เท่านั้น ที่มีปัญหาต่อมไทรอยด์เป็นพิษ
  • ภาวการณ์ไทรอยด์ต่ำ หลายครั้งการรักษาต่อมไทรอยด์เป็นพิษก็อาจส่งผลให้ระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์น้อยกว่าปกติจนกระทั่งเกิดภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และก็ก่อเกิดอาการต่างๆเป็นต้นว่า รู้สึกหนาวและอ่อนแรงง่าย น้ำหนักขึ้นแตกต่างจากปกติ มีลักษณะอาการท้องผูก และมีลักษณะกลัดกลุ้ม แต่อาการจะเกิดขึ้นเพียงแต่ชั่วคราว แล้วก็มีคนป่วยเพียงบางรายแค่นั้นที่เกิดอาการโดยถาวรรวมทั้งต้องใช้ยาในการควบคุมระดับฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ไปตลอดชาติ
  • กระดูกเปราะบาง โรคไทรอยด์เป็นพิษ แม้มิได้รับการดูแลรักษาสามารถทำให้เกิดโทษและส่งผลเสียรวมทั้งไม่ดีต่อมวลกระดูก ทำให้กระดูกอ่อนแอ หรือแปลงเป็นโรคกระดูกพรุน เนื่องด้วยการที่ร่างกายมีฮอร์โมนต่อมไทรอยด์มากไป ซึ่งมีผลต่อความสามารถสำหรับในการซับแคลเซียมของกระดูกได้


การติดต่อของโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ โรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของภูมิคุ้นกันต้านทานโรคของร่างกายไม่ดีเหมือนปกติ ที่ไปกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากกว่าธรรมดา ทำให้ผลิตฮอร์โมนมากเกินไป ซึ่งโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษนี้ไม่ได้เป็นโรคติดต่อเนื่องจากว่าไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน หรือจากสัตว์สู่คนอะไร
การกระทำตนเมื่อป่วยเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ  ถ้าเกิดตรวจเจอว่าเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ ก็ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.คอพอกเป็นพิษ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่ 341.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.กันยายน 2550
  • ไทรอยด์เป็นพิษ.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • หาหมอดอทคอม.  "ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis)".  (รศ.นพ.จรูญศักดิ์ สมบูรณ์พร).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [16 ก.ค. 2017].
  • รศ.นพ.อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์.ไทรอยด์เป็นพิษ ไม่ใช่มะเร็งไทรอยด์.ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • กระเทียม.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Bahn RS, Burch HB, Cooper DS, Garber JR, Greenlee MC, Klein I, et al. Hyperthyroidism and other causes of thyrotoxicosis: management guidelines of the American Thyroid Association and American Association of Clinical Endocrinologists. Thyroid 2011; 21: 593 - 646.
  • ไทรอยด์เป็นพิษ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา,พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Kang NS, Moon EY, Cho CG, Pyo S.  Immunomodulating effect of garlic component, allicin, on murine peritoneal macrophages.  Nutr Res (N.Y., NY, U.S.) 2001;21(4):617-26.
  • ว่านหางจระเข้.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.คณะเภสัชศาสตร์.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • Lamm DL, Riggs DR.  The potential application of Allium sativum (garlic) for the treatment of bladder cancer.  The Urologic Clinics of North America 2000;27(1): 157-62.
  • Ghazanfari T, Hassan ZM, Ebrahimi M.  Immunomodulatory activity of a protein isolated from garlic extract on delayed type hypersensitivity.  Int Immunopharmacol 2002;2(11):1541-9.
  • Kuttan G.  Immunomodulatory effect of some naturally occuring sulphur-containing compounds.  J Ethnopharmacol 2000;72(1-2):93-9.
  • Abuharfeil NM, Maraqa A, Von Kleist S.  Augmentation of natural killer cell activity in vitro against tumor cells by wild plants from Jordan.  J Ethnopharmacol 2000;71 (1-2):55-63.
  • Farkas A.  Methylation of polysaccharides from aloe plants for use in treatment of wounds and burns.  Patent: U S 3,360,510, 1967:3pp.
  • Cheon J, Kim J, Lee J, Kim H, Moon D.  Use of garlic extract as both preventive and therapeutic agents for human prostate and bladder cancers.  Patent: U S US 6,465,020 ,2002:7pp.
  • Farkas A.  Topical medicament containing aloe polyuronide for treatment of burns and wounds.  Patent: U S 3,103,466, 1963:4pp.
  • Strickland FM, Pelley RP, Kripke ML.  Cytoprotective oligosaccharide from aloe preventing damage to the skin immune system by UV radiation.  Patent: PCT Int Appl WO 98 09,635, 1998:65pp.
  • ลูกซัด.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • ณรงค์ชัย ประสิทธิ์ภูริปรีชา นิศา อินทรโกเศส โอภา วัชรคุปต์ พิสมัย ทิพย์ธนทรัพย์.  การทดลองใช้สารสกัดว่านหางจระเข้กับแผลที่เกิดจากรังสีบำบัด.  รายงานโครงการพิเศษ คณะเภสัชศาสตร์  มหาวิทยาลัยมหิดล, 2529.



Tags : โรคไทรอยด์เป็นพิษ

15

โรคต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)
โรคต่อมทอนซิลอักเสบเป็นอย่างไร  ต่อมทอนซิล เป็นอวัยวะที่อยู่ด้านในลำคอ ซึ่งเป็นต่อมคู่ซ้ายขวาใกล้กับโคนลิ้น โดยเป็นต่อมน้ำเหลืองที่ทำหน้าที่จับสิ่งแปลกปลอมจากอาหาร , น้ำและการหายใจ ตัวอย่างเช่น แบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายเหมือนกองทหารด่านหน้า แล้วก็บ่อยครั้งที่ต่อมทอนซิลมักเกิดการอักเสบขึ้น
ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)หมายถึงโรคที่มีสาเหตุเนื่องมาจากการอักเสบติดเชื้อของต่อมทอนซิลซึ่งเป็นโรคพบบ่อยโรคหนึ่ง เจอได้ในทุกอายุ แม้กระนั้นพบบ่อยกว่าในเด็ก และไม่ค่อยพบในคนแก่และคนสูงอายุ จังหวะกำเนิดโรคเท่ากันทั้งในผู้หญิงรวมทั้งผู้ชาย  ต่อมทอนซิลอักเสบพบได้ทั้งการอักเสบติดเชื้อกระทันหันซึ่งเมื่อกำเนิดมักมีลักษณะอาการร้ายแรงกว่า แต่ว่ารักษาหายได้ข้างใน 1 - 2 อาทิตย์ และอักเสบเรื้อรังที่มักจะเป็นๆหายๆอาการแต่ละครั้งรุนแรงน้อยกว่าจำพวกกระทันหัน แต่มีอาการอักเสบกะทันหันซ้อนได้เป็นระยะๆซึ่งนิยามของต่อมทอนซิลอักเสบเรื้อรังอย่างเช่น มีต่อมต่อมทอนซิลอักเสบเกิดขึ้นอย่างต่ำ 7 ครั้งใน 1 ปีให้หลัง หรือขั้นต่ำ 5 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 2 ปีให้หลัง หรืออย่างน้อย 3 ครั้งทุกปีต่อเนื่องกันใน 3 ปีให้หลัง
ทั้งโรคนี้เกิดได้จากหลายกรณี ดังเช่นมีสาเหตุมาจากกลุ่มโรคติดเชื้อแล้วก็กรุ๊ปโรคไม่ติดโรค ซึ่งในบทความนี้จะขอกล่าวถึงการอักเสบจากโรคติดเชื้อไวรัสรวมทั้งเชื้อแบคทีเรียซึ่งเจอได้เป็นส่วนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า "เบต้า-ฮีโมไลติเตียนกสเตรปโตค็อกคัสกลุ่มเอ" (Group A beta-hemolytic streptococcus) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "สเตรปโตค็อกคัส ไพโอจีเนส" (Streptococcus pyogenes) ซึ่งอาจส่งผลให้คนป่วยมีภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงตามมาได้
สาเหตุของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ การตำหนิดเชื้อที่ต่อมทอนซิลจำนวนมากมีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่ผ่านเข้าทางปาก โดยต่อมทอนซิลจะช่วยป้องกันการต่อว่าดเชื้อด้วยการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาวออกมาต่อสู้กับเชื้อโรค และก็เพราะเป็นภูมิต้านทานด่านแรก ต่อมทอนซิลก็เลยเป็นอวัยวะที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการอักเสบและติดเชื้อโรคมาก
โดยต่อมทอนซิลอักเสบส่วนใหญ่ เป็นการติดเชื้อเชื้อไวรัส ซึ่งเจอได้สูงกว่าการต่อว่าดเชื้ออื่นๆโดยประมาณ 70 - 80% ของต่อมทอนซิลอักเสบทั้งหมดทั้งปวง ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อโรคต่อมทอนซิลอักเสบมีหลายแบบเป็นต้นว่า

  • ไรโนไวรัส (Rhinoviruses) เชื้อไวรัสที่กระตุ้นให้เกิดโรคไข้หวัดทั่วๆไป
  • ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza) ไวรัสที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดใหญ่
  • เชื้อไวรัสพาราอินฟลูเอนซา (Parainfluenza) ก่อให้เกิดโรคกล่องเสียงอักเสบรวมทั้งกรุ๊ปอาการครู้ป
  • เชื้อไวรัสเอนเทอร์โร (Enteroviruses) สิ่งที่ทำให้เกิดโรคมือเท้าปาก
  • ไวรัสรูบิโอลา (Rubeola) ส่งผลให้เกิดโรคฝึกหัด
  • ไวรัสอะดีโน (Adenovirus) เชื้อไวรัสที่มักเป็นสาเหตุ ที่มา : wikipedia           ของอาการท้องร่วง
  • เชื้อไวรัสเอ็บสไตน์บาร์ (Epstein-Barr) ซึ่งสามารถส่งผลให้เกิดโรคโมโนนิวคลีโอซิส แต่ต่อมทอนซิลอักเสบที่เกิดขึ้นจากแบคทีเรียประเภทนี้จะพบได้ไม่บ่อย
  • และอีกมูลเหตุหนึ่งเป็นการติดเชื้อโรคแบคทีเรียราว 15 - 20 %


ที่มาของต่อมทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่มักพบที่สุดมีต้นเหตุที่เกิดจากการเชื้อสเต็ปโตคอคคัสกลุ่ม  ที่นำไปสู่ทอนซิลอักเสบแบบเป็นหนอง (exudative tonsil litis)
อาการโรคต่อมทอนซิลอักเสบ โดยปกติโรคต่อมทอนซิลอักเสบมักกำเนิดร่วมกับการอักเสบติดโรคของคอเสมอ
ลักษณะโรคต่อมทอนซิลอักเสบแยกได้เป็น 2 กรุ๊ปใหญ่ๆเป็น

  • กลุ่มที่มีต้นเหตุมาจากไวรัส มีอาการเจ็บคอเล็กน้อยถึงปานกลาง และไม่เจ็บเยอะขึ้นเรื่อยๆตอนกลืน อาจมีอาการเป็นหวัด น้ำมูกใส ไอ เสียงแหบ มีไข้ ปวดศีรษะบางส่วน ตาแดง บางคนอาจมีอาการท้องเดินหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย  การตรวจสอบคอจะเจอผนังคอหอยแดงเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ ต่อมทอนซิลอาจโตนิดหน่อยมีลักษณะแดงเพียงนิดหน่อย
  • กรุ๊ปที่เกิดจากแบคทีเรีย จะมีลักษณะอาการไข้สูงเกิดขึ้นฉับพลัน หนาวสั่น  ปวดศีรษะ  เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวตามตัว  อ่อนแรง  เบื่ออาหาร  เจ็บคอมากจนกระทั่งกลืนน้ำลายหรือของกินลำบาก  อาจมีลักษณะของการปวดร้าวขึ้นไปที่หู  บางบุคคลอาจมีอาการปวดท้อง  หรืออาเจียนและก็มีกลิ่นปากร่วมด้วย  ชอบไม่มีอาการน้ำมูกไหล ไอ  หรือตาแดง  แบบการติดเชื้อจากเชื้อไวรัส


                นอกนั้นจะเจอผนังคอหอยและก็เพดานอ่อน  มีลักษณะแดงจัดและก็บวม  ต่อมทอนซิลบวมโตสีแดงจัด  และก็มีแผ่นหรือจุดหนองสีขาวๆเหลืองๆติดอยู่บนต่อมทอนซิล  นอกจากนั้น       ยังอาจตรวจเจอต่อมน้ำเหลืองที่ใต้ขากรรไกรบวมโตรวมทั้งเจ็บ
วิธีการรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
การวินิจฉัยโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หมอจะวินิจฉัยพื้นฐานด้วยอาการแสดงรวมทั้งการตรวจคอโดยบางทีอาจใช้กระบวนการต่อแต่นี้ไป

  • ใช้ไฟฉายส่องมองรอบๆคอ แล้วก็อาจดูบริเวณหูและก็จมูกร่วมด้วย เนื่องด้วยเป็นบริเวณที่แสดงอาการติดเชื้อได้เช่นกัน
  • ตรวจดูผื่นแดงที่เป็นอาการโรคไข้อีดำอีแดงซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเชื้อแบคทีเรียตัวเดียวกับกับโรคคออักเสบ
  • ตรวจด้วยการคลำสัมผัสเบาๆที่คอเพื่อมองว่าต่อมน้ำเหลืองบวมไหม
  • ใช้เครื่องสเต็ทโทสโคปฟังเสียงจังหวะการหายใจของผู้เจ็บป่วย


หากเจอผนังคอหอยและก็ทอนซิลมีลักษณะแดงเพียงนิดหน่อยหรือไม่ชัดเจน ก็มักมีเหตุมาจากการต่อว่าดเชื้อไวรัส   ถ้าหากต่อมทอนซิลบวมโต แดงจัด รวมทั้งมีแผ่นหรือจุดหนองติดอยู่บนต่อมทอนซิล  ก็ชอบมีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื้ออนุภาคบีตาฮีโมโลว่ากล่าวกสเตรปโตค็อกคัส กรุ๊ปเอ  ในรายที่ยังไม่แน่ใจหมออาจต้องทำตรวจหาเชื้อจากรอบๆคอหอยและทอนซิล  โดยใช้วิธีที่เรียกว่า "rapid strep test" ที่สามารถทราบผลประโยชน์ในไม่กี่นาที ถ้าหากผลการตรวจไม่ชัดเจน  ก็อาจจำต้องกระทำการเพาะเชื้อซึ่งจะทราบผลใน 1-2 วัน

การดูแลรักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ หมอจะให้การรักษาตามต้นสายปลายเหตุที่เจอ เป็น

  • มีสาเหตุจากเชื้อไวรัส ก็จะให้การรักษาแบบประคับประคองตามอาการ ยกตัวอย่างเช่น ยาลดไข้ แก้ไอ แก้หวัด ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ เนื่องจากว่าไม่อาจจะฆ่าเชื้อเชื้อไวรัสได้ ซึ่งลักษณะของโรคมักจะหายได้ข้างใน 1 อาทิตย์
  • มีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เว้นแต่ให้ยาทุเลาตามอาการแล้ว ก็จะให้ยาปฏิชีวนะรักษาด้วย ดังเช่นว่า เพนิสิลลินวี (Penicillin V) อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) อีริโทรไมซิน (Erythromyin)  อาการมักทุเลาข้างหลังกินยาปฏิชีวนะ 48-72 ชั่วโมง  โดยหมอจะให้กินยาสม่ำเสมอกระทั่งครบ 10 วัน เพื่อคุ้มครองภาวะแทรกซ้อนต่างๆตามมา


ทั้งนี้การกินยาปฏิชีวนะจะต้องรับประทานให้ครบตามคำแนะนำของหมอ เพื่อมั่นใจว่าแบคทีเรียถูกกำจัดกระทั่งหมด เหตุเพราะเชื้อแบคทีเรียที่กำจัดไม่หมดอาจจะก่อให้การต่อว่าดเชื้อห่วยแตกลงหรือแพร่ระบาดไปยังส่วนอื่นของร่างกาย นอกจากนั้นในเด็กยังเสี่ยงเกิดภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ การต่อว่าดเชื้ออย่างหนักที่ไต และไข้รูมาติกซึ่งเป็นการติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจร่วมกับมีไข้ตามมาได้
นอกนั้นยังมีวิธีการผ่าตัดเอาต่อมทอนซิลออก (tonsillectomy) ซึ่งเป็นวิธีรักษาต่อมทอนซิลอักเสบที่เป็นซ้ำหลายคราว หรือทอนซิลอักเสบเรื้อรัง หรือทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเพียงแค่นั้น โดยสังเกตได้จากลัษณะดังกล่าวต่อไปนี้

  • ทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 7 ครั้งในรอบหนึ่งปี
  • ทอนซิลอักเสบมากยิ่งกว่า 4-5 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 2 ปีที่ล่วงเลยไป
  • ต่อมทอนซิลอักเสบมากกว่า 3 ครั้งในรอบหนึ่งปีเป็นระยะเวลา 3 ปีที่ล่วงเลยไป


ยิ่งไปกว่านี้ หมอยังอาจใช้การผ่าตัดทอนซิลในกรณีที่ต่อมทอนซิลอักเสบนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนที่ยากจะรักษาตามมา ตัวอย่างเช่น

  • ภาวการณ์หยุดหายใจขณะกำลังหลับ (ทำให้เกิดอาการนอนกรมเพราะต่อมทอนซิลโต)
  • หายใจลำบาก (เนื่องด้วยต่อมทอนซิลโตมากจนกระทั่งอุดกั้นทางเดินหายใจ)
  • กลืนตรากตรำ โดยเฉพาะเมื่อกลืนเนื้อหรืออาหารชิ้นหนาๆ
  • เป็นฝีที่ใช้ยาปฏิชีวนะแล้วยังไม่ดีขึ้น
  • มีต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งบางทีอาจเป็นลักษณะของโรคโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลบ่อยหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆได้แก่ เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจติดขัด การต่อว่าดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เยื่อโดยรอบ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะนำมาซึ่งโรคต่างๆตามมา ตัวอย่างเช่น  ในกลุ่มที่มีสาเหตุจากไวรัส โดยมากจะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่ลักษณะโรคร่วมกับเป็นไข้หวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ ฯลฯ และก็ในกรุ๊ปที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้ออาจแผ่ขยายไปยังรอบๆใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้อบางทีอาจเข้ากระแสเลือดแพร่ไปไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบประเภทกะทันหัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • นำมาซึ่งปฏิกิริยาภูไม่ต้านทานตัวเอง (autoimmun reaction) กล่าวอีกนัยหนึ่งภายหลังจากติดเชื้อแบคทีเรียจำพวกนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิต้านทาน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาต้านทานเยื่อของตน กระตุ้นให้เกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรง อาทิเช่น ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและก็หัวใจ ถ้าปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจทำให้เกิดโรคลิ้นหัวใจทุพพลภาพ หัวใจวายได้) และก็ หน่วยไตอักเสบกะทันหัน (มีไข้ บวม ปัสสาวะสีแดง อาจจะทำให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกเหล่านี้มักเกิดข้างหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 อาทิตย์


สำหรับไข้รูมาติก ได้โอกาสเกิดขึ้นประมาณร้อยละ 0.3-3 ของคนที่ไม่ได้รับการดูแลรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แต่ว่าดังนี้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงดังกล่าวสามารถทำได้ง่ายๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (ถึงแม้ว่าอาการจะดีขึ้นข้างหลังกินยาได้ 2-3 วันไปและจากนั้นก็ตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เช่นเดียวกับในโรคหวัดทั่วๆไปและก็ในไข้หวัดใหญ่เป็น เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายและเสมหะ (รวมถึงสารคัดหลั่งอื่นๆ) ของผู้ป่วย และจะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่กล่าวถึงแล้วจากผู้ป่วย จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดเลือกหลั่งจากจมูกและก็ช่องปากอย่างเช่น น้ำมูก น้ำลายคนป่วย และก็จากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดเลือกหลั่งดังที่กล่าวมาข้างต้น

  • มีต่อมต่อมทอนซิลโตข้างเดียว ซึ่งบางทีอาจเป็นอาการโรคโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (ต่อมทอนซิล)


ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ  การบวมอักเสบของต่อมทอนซิลหลายครั้งหรือเรื้อรังอาจตามมาด้วยภาวะแทรกซ้อนอื่นๆดังเช่น เกิดภาวะหยุดหายใจขณะหลับ หายใจไม่สะดวก การติดเชื้อที่แพร่ลึกลงไปสู่เนื้อเยื่อรอบๆ
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่จะก่อเกิดโรคต่างๆตามมา ยกตัวอย่างเช่น  ในกลุ่มที่เป็นผลมาจากเชื้อไวรัส ส่วนใหญ่จะไม่มีภาวะแทรกซ้อน ส่วนผู้ที่อาการโรคร่วมกับไม่สบายหวัด  ไข้หวัดใหญ่  ก็อาจมีภาวะแทรกซ้อน ตัวอย่างเช่น ไซนัสอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ หลอดลมอักเสบ  ปอดอักเสบ ฯลฯ และในกรุ๊ปที่มีเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย อาจมีภาวะแทรกซ้อนดังนี้

  • เชื้อบางทีอาจแพร่กระจายไปยังบริเวณใกล้เคียง ทำให้เป็นหูชั้นกึ่งกลางอักเสบ จมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ ปอดอักเสบ ฝีที่ต่อมทอนซิล
  • เชื้อบางทีอาจเข้ากระแสเลือดแพร่ขยายไปยังที่ต่างๆ ทำให้เป็นข้ออักเสบชนิดฉับพลัน กระดูกอักเสบเป็นหนอง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
  • ส่งผลให้เกิดปฏิกิริยาภูเขามิต่อต้านตนเอง (autoimmun reaction) กล่าวคือภายหลังติดโรคแบคทีเรียประเภทนี้ ร่างกายจะสร้างสารภูมิคุ้มกัน (แอนติบอดี) ต่อเชื้อขึ้นมา แล้วไปก่อปฏิกิริยาขัดขวางเยื่อของตัวเอง ก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง ดังเช่น ไข้รูมาติก (มีการอักเสบของข้อและหัวใจ ถ้าหากปลดปล่อยให้เป็นเรื้อรัง อาจจะเป็นผลให้กำเนิดโรคลิ้นหัวใจพิการ หัวใจวายได้) และ หน่วยไตอักเสบกะทันหัน (เป็นไข้ บวม ปัสสาวะสีแดง อาจจะส่งผลให้เกิดภาวะไตวายได้) โรคแทรกซ้อนกลุ่มนี้มักเกิดข้างหลังทอนซิลอักเสบ 1-4 อาทิตย์


สำหรับไข้รูมาติก มีโอกาสเกิดขึ้นโดยประมาณร้อยละ 0.3-3 ของคนที่ไม่ได้รับการดูแลและรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างแม่นยำ แม้กระนั้นทั้งนี้การป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงดังที่กล่าวถึงมาแล้วสามารถทำเป็นง่ายๆด้วยการกินยาปฏิชีวนะให้ครบ 10 วัน (หากว่าอาการจะดีขึ้นกว่าเดิมข้างหลังรับประทานยาได้ 2-3 วันไปแล้วหลังจากนั้นก็ตาม)
การติดต่อของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบติดต่อได้เช่นเดียวกับในโรคหวัดทั่วๆไปและก็ในไข้หวัดใหญ่คือ เชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของดรคอยู่ในน้ำลายแล้วก็เสลด (รวมทั้งสารคัดเลือกหลั่งอื่นๆ) ของผู้เจ็บป่วย และก็จะติดต่อจากการสัมผัสเชื้อโรคดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจากคนเจ็บ จากการไอ จาม หายใจ หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากจมูกแล้วก็โพรงปากได้แก่ น้ำมูก น้ำลายผู้ป่วย และจากใช้ของใช้ส่วนตัวที่สัมผัสสารคัดหลั่งดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมทอนซิลอักเสบ
ฟ้าทะลายโจร ชื่อวิทยาศาสตร์ Andropraphis paniculata (Burm.f.) Wall. EX Nees ชื่อพ้อง Justicia paniculata Burm.f. ชื่อสกุล Acanthaceae คุณประโยชน์: แบบเรียนยาไทย: มีการใช้ส่วนเหนือดินเก็บก่อนจะมีดอก เพื่อรักษาไข้ ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน หยุดอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ขับเสมหะ ลดบวม แก้ติดเชื้อโรค แบบแล้วก็ขนาดการใช้ยา:.บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ                   กินครั้งละ 3-6 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารและก่อนนอน บรรเทาอาการหวัด กินทีละ 1.5-3 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน  ส่วนประกอบทางเคมี: สารประเภทแลคโตน andrographolide,neoandrographolide,deoxyandrographolide, deoxy-didehydroandrographolide สารกลุ่มฟลาโม้น ได้แก่ aroxylin, wagonin, andrographidine A 
จากการเรียนความสามารถของสารสกัดจากฟ้าทะลายโจรในคนป่วยระบบทางเท้าหายใจส่วนบนไม่รุนแรง  223 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่รับประทานสารสกัดจากฟ้าทะลายโจร 200 มก.ต่อวัน รวมทั้งอีกกลุ่มรับประทานยาหลอกเป็นระยะเวลา 5 วัน ซึ่งจะวัดผลด้วยการคาดการณ์อาการจากตัวผู้ป่วยไข้เองในด้านต่างๆอย่างเช่น อาการไอ เสลด มีน้ำมูก ปวดศีรษะ มีไข้ เจ็บคอ อาการเหนื่อยง่าย รวมทั้งอุปสรรคต่อการนอน ผลพบว่า ทั้งยัง 2 กรุ๊ปมีลักษณะดีตั้งแต่เริ่มจนกระทั่งจบการทดลอง แต่กรุ๊ปที่กินสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยเห็นผลได้อย่างชัดเจนในช่วงวันที่ 3-5 มากยิ่งกว่ากรุ๊ปที่กินยาหลอก แต่ ยังพบผลกระทบน้อยในทั้ง 2 กรุ๊ป จากการทดสอบก็เลยมั่นใจว่าฟ้าทะลายขโมยอาจช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดโรคในทางเดินหายใจตอนแรก
โตงเตง ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Physalis angulata  L. ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ : Physalis minima ชื่อสามัญ :   Hogweed, Ground Cherry ชื่อวงศ์ :   SOLANACEAE สรรพคุณโทงเทง : แบบเรียนยาไทย ผลรสเปรี้ยวเย็น แก้ต่อมน้ำลายอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ฝีในคอ แก้อักเสบในคอ แก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ตำพอกแก้ปวดบวม
ส่วนคุณประโยชน์ที่สำคัญของโตงเตงที่ ใช้รักษาอาการทอนซิลอักเสบ โดยหมอท้องถิ่นนั้นจะใช้ทั้งยังต้นตำให้แหลกละลายกับเหล้า เอาสำลีชุบเอาน้ำยาใช้อมไว้ข้างแก้ม กลืนน้ำผ่านคอนิด แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ หรือที่เรียกว่าต่อมน้ำลายอักเสบ แก้ฝีในคอ ใช้แก้อาการอักเสบในคอได้ดิบได้ดี หรือคนที่แพ้แอลกอฮอล์ก็ใช้ละลายกับน้ำส้มสายชูแทน ใช้ภายในแก้ร้อนในอยากดื่มน้ำ ใช้ด้านนอกแก้ฟกบวมอักเสบทำให้เย็น และก็อีกตำรายาหนึ่งระบุว่าแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ ให้ใช้ต้นนี้สดๆ(หรืออย่างแห้งก็ใช้ได้) 3 หัว แผ่น ฝักชุบน้ำตาล 2 แผ่น ใส่น้ำ 1 ถ้วย ต้มให้เหลือครึ่งถ้วย รับประทานครั้งเดียวหมด เด็กก็รับประทานลดน้อยลงตามส่วน จากการรักษาผู้เจ็บป่วยร้อยกว่าราย บางคนกิน 4-10 ครั้งก็หาย บางบุคคลกินต่อเนื่องกันถึง 2 เดือนก็เลยหาย
ปลาไหลเผือก ชื่อวิทยาศาสตร์ :  EURYCOMA LONGIFOLIA Jack. ตระกูล : SIMAROUBACEAE สรรพคุณทางยา : ราก ต้านโรคมะเร็ง รักษาโรคอัมพาต ช่วยขับถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้ลักษณะการเจ็บคอ วิธีการใช้ตามตำราไทย : ต้านโรคมะเร็ง ช่วยถ่ายน้ำเหลือง ขับพยาธิ แก้ท้องผูก แก้ต่อมทอนซิลอักเสบ แก้อาการเจ็บคอ นำรากแห้งประมาณ 8-15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำดื่มก่อนที่จะรับประทานอาหารทุกรุ่งเช้าและเย็น (2 เวลา)
เอกสารอ้างอิง

  • พรพิมล พฤกษ์ประเสริฐ.(2550). การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน. ใน ประยงค์ เวชวนิชสนอง และวนพร อนันตเสรี. กุมารเวชศาสตร์ทั่วไป (หน้า214-216).หน่วยผลิตตำราคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.ทอนซิลอักเสบ.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่324.คอลัมน์สารานุภาพทันโรค.เมษายน.2549
  • ศ.พญ.นวลอนงค์ วิศิษฎสุนทร.คออักเสบและตอ่มทอนซิลอกัเสบปัญหาของหนูน้อย.ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.
  • ทอนซิลอักเสบ-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป 2.  "ทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)".  (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ).  หน้า 410-413.
  • วิทยา บุญวรพัฒน์."โทงเทง" หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.หน้า284.
  • ฟ้าทะลายโจร.ฐานข้อมูลเครื่องยา.คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.
  • โทงเทง สมุนไพรหยุดการอักเสบในลำคอ.ศูนย์ข้อมูลสมุนไพร.สถาบันวิจัยสมุนไพร.กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข.



Tags : โรคต่อมทอนซิลอักเสบ

หน้า: [1] 2 3 ... 28